Oxfam รับขวัญประชุมดาวอส โชว์หลักฐานรวยกระจุก ทรัพย์สินเศรษฐีพุ่งขึ้น 3 เท่า
เมื่อวันที่ 20 มกราคม ขณะที่ชนชั้นนำทางการเมืองและเศรษฐกิจของโลกกำลังเข้าร่วมประชุม World Economic Forum หรือสภาเศรษฐกิจโลก ที่เมืองดาวอส สวิตเซอร์แลนด์ ออกซ์แฟม อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ทำงานเพื่อลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเท่าเทียมในสังคม เปิดเผยรายงานความเลื่อมล้ำโลกฉบับล่าสุด ที่ระบุว่าทรัพย์สินของมหาเศรษฐีเติบโตเร็วขึ้น 3 เท่าเมื่อปี 2024 เป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้น 2 ล้านล้านเทียบกับข้อมูลของปี 2023 และสามารถคิดเป็น 5.7 พันล้านต่อวัน
ความมั่งคั่งของมหาเศรษฐีที่เพิ่มขึ้นนี้จะทำให้มีอภิมหาเศรษฐกิจเกิดขึ้นอย่างน้อย 5 ปีภายใน 10 ปีที่จะถึงนี้ ซึ่งขัดแย้งกับการวิเคราะห์ของอ็อกแฟมก่อนหน้านี้ที่ชี้ว่า จะมีอภิมหาเศรษฐกิจเกิดขึ้นเพียงคนเดียวเท่านั้น โดยเมื่อปี 2024 จำนวนบุคคลที่สามารถนิยามได้ว่าเป็นมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นจาก 204 เป็น 2,769 ราย และมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลก 10 อันดับแรก สร้างทรัพย์สินมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐโดยเฉลี่ยต่อวัน
การศึกษาชิ้นนี้สอดคล้องกับคำเตือนของ ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ ที่กำลังจะหมดวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ในเรื่องการรวมอำนาจไว้ที่กลุ่มคนร่ำรวยไว้เพียงกระจุกเดียว อีกทั้ง การศึกษาชื่อ Takers Not Makers ที่ได้อ้างข้อมูลของธนาคารโลก ระบุอีกว่า จำนวนตัวเลขประชากรที่ยากจนที่มีรายได้เพียง 6.85 ดอลลาร์สหรัฐต่อวัน แทบจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ปี 1990 ด้วย
ในการประชุมสภาเศรษฐกิจโลกในปีนี้มีการคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมถึง 3,000 คน ซึ่งรวมถึงนักธุรกิจ นักวิชาการ เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้นำภาคประชาสังคม นอกจากนั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเดินทางเข้าร่วมประชุมดังกล่าวในระหว่างที่ดำรงประธานาธิบดีในสมัยแรกและมีกำหนดการเข้าพิธีสาบานตนในวันที่ 20 มกราคม อาจจะปรากฏตัวในที่ประชุมผ่านวิดีโอในวันที่ 23 มกราคม
นายอมิตาภ เบฮาร์ ผู้อำนวยการบริหารของออกซ์แฟม อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์ว่า “สิ่งที่พวกคุณเห็นในขณะนี้คือ ประธานาธิบดีที่เป็นมหาเศรษฐีกำลังเข้ารับพิธีสาบานตน โดยมีมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดเป็นฐานสนับสนุน เรื่องนี้จึงเหมือนอัญมณีที่สวยงามที่สุดในระบอบคณาธิปไตย (โอลิการ์ก: Oligarch)” โดยเป็นการอ้างถึงทรัมป์และนายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีที่จะกำลังจะดำรงสำคัญในรัฐบาลสหรัฐ
เบฮาร์กล่าวเพิ่มว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่เกี่ยวข้องกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นระบบเศรษฐกิจที่พวกเราสร้างขึ้น ที่ทำให้มหาเศรษฐีมีอำนาจในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งในท้ายที่สุดจะทำให้พวกเขามั่งคั่งมากขึ้น” ด้วย

