สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ สหประชาชาติประกาศเตือนอาชญากรรมข้ามพรมแดนในเอเชียอุษาคเนย์เพิ่มสูงขึ้น สืบจากบูรณาการทางเศรษฐกิจภูมิภาคอย่างกระทันหันและเจ้าหน้าที่ตำรวจข้ามพรมแดนทำหน้าที่ตรวจตราเพียงบางพื้นที่
ปัญหานี้รุนแรงอย่างมาก โดยสหประชาชาติประมาณการการค้าขายผิดกฎหมายทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกว่ามีมูลค่ามากกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.5 ล้านล้านบาท) นับเป็นตัวเลขที่มากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศลาว เมียนมา และกัมพูชารวมกัน
การประเมินผลทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากการรวมตัวของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) เมื่อธันวาคมที่ผ่านมา อันมีเป้าหมายเพื่อกระตุ้นการค้าและดึงดูดการลงทุนให้มากขึ้น วิสัยทัศน์สำหรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนคือตลาดเดียวพร้อมด้วยการเคลื่อนย้ายสินค้า ทุน และแรงงานอย่างเสรี ที่จะช่วยภูมิภาคดังกล่าวให้สามารถดึงการลงทุนจากต่างชาติแข่งกับประเทศอย่างจีนได้
อย่างไรก็ตาม รายงานที่แถลงออกมา ยูเอ็นเตือนว่า การลดการควบคุมพรมแดนอาจเป็นประโยชน์มหาศาลต่อเครือข่ายอาชญากรรมอันซับซ้อนในภูมิภาค
องค์กรเหล่านี้ต่างเติบโตขึ้นท่ามกลางระบบการปกครองอันอ่อนแอและทุจริตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถค้ายาเสพติด สัตว์ป่า ทรัพยากรธรรมชาติ มนุษย์ และของปลอมต่างๆ
โดยรายงานประมาณการว่า ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับไมงทั้งหมดที่ส่งออกจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 30 – 40% เป็นของผิดกฎหมาย เนื่องมาจากการควบคุมและตรวจตราการค้าไม้อย่างถูกกฎหมายที่ย่ำแย่
ขณะทื่การผลิตและลักลอบค้ายาเสพติดที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเมียนมาที่ยังคงเป็นประเทศผู้ผลิตเฮโรอีนใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากอัฟกานิสถาน
การขนส่งสินค้าเองถือเป็นจุดอ่อนหลักที่องค์กรอาชญากรรมใช้ประโยชน์ โดยในแต่ละปีมีตู้คอนเทนเนอร์ประมาณ 500 ล้านตู้ถูกขนส่งในภูมิภาค แต่ถูกตรวจสอบเพียงไม่ถึง 2% และในแต่ละปีการขนส่งสินค้าทั่วโลกผ่านน่านน้ำเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีมูลค่าถึง 5.3 ล้านล้านดอลลาร์ (189 ล้านล้านบาท)
นายเจเรมี ดักลาส ตัวแทนสำนักงานป้องกันยาเสพติดและปราบปรามอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โจมตีปัจจัยที่กระตุ้นการกระทำผิดกฎหมายว่ามาจากระบบนโยบายและการควบคุมทางศุลกากร

