สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 20 มีนาคม กระทรวงประสานงานกิจการทางทะเลอินโดนีเซียเตรียมที่จะฟ้องบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด หรือ ปตท.สผ.ในข้อกล่าวหาว่าสร้างความเสียหายให้กับสิ่งแวดล้อม จากกรณีน้ำมันรั่วที่แหล่งน้ำมันมอนทาราในทะเลติมอร์ ทางชายฝั่งด้านตะวันตกเฉียงเหนือของออสเตรเลีย เมื่อปี 2552
คำขู่ว่าจะฟ้องครั้งนี้มีขึ้นหลังความพยายามในการเจรจาหยุดชะงักไปตั้งแต่เมื่อปี 2555 และมีการรวมตัวกันฟ้องร้องทางแพ่งแบบกลุ่มของชาวประมงผู้เพาะเลี้ยงสาหร่ายทะเลชาวอินโดนีเซียราว 15,000 ราย เรียกร้องค่าเสียหายมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 5,400 ล้านบาท) จากปตท.สผ. เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และจะมีการไต่สวนนัดแรกในเดือนพฤษภาคมนี้
ทั้งนี้ เหตุการณ์น้ำมันรั่วที่แหล่งน้ำมันมอนทาราเมื่อปี 2552 ทำให้มีน้ำมันรั่ไหลลงทะเลติมอร์รวมแล้วกว่า 30,000 บาร์เรลตลอดช่วงเวลา 74 วัน หลังแท่นขุดเจาะในบริเวณดังกล่าวเกิดระเบิดขึ้น
“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับอำนาจอธิปไตยของอินโดนีเซียและชุมชนคนยากจนที่ต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมทางทะเล ดังนั้น เราจะสู้ตามแนวทางที่วางไว้” นายพาศีโล ดิอัส อาเราโจ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงความปลอดภัยและความมั่นคงระบุไว้ในแถลงการณ์ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์ของกระทรวง
แถลงการณ์ระบุด้วยว่า รัฐบาลอินโดนีเซียและพนักงานอัยการของรัฐอยู่ระหว่างกระบวนการรวบรวมหลักฐานและได้เชิญผู้เชี่ยวชาญราว 50 คนมาเป็นพยานในคดีนี้ด้วย
นายอาเราโจกล่าวด้วยว่า “รัฐบาลอินโดนีเซียได้ขอให้ ปตท.สผ.จ่ายค่าชดเชยผ่านช่องทางที่ไม่มีการต่อสู้คดี แต่กระบวนการเจรจาเริ่มเข้าสู่ทางตันเมื่อปี 2555 และไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้”
ทั้งนี้ กรณีน้ำมันรั่วที่แหล่งน้ำมันมอนทารา นับเป็นอุบัติเหตุในการขุดเจาะน้ำมันครั้งรุนแรงที่สุดที่เกิดขึ้นนอกชายฝั่งออสเตรเลีย โดยผลสอบของรัฐบาลออสเตรเลียกล่าวโทษว่าเป็นความผิดพลาดที่ระบบของปตท.สผ. ขณะที่ปตท.สผ.ชี้แจงโดยอ้างผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นจากหน่วยงานอิสระว่า “กรณีดังกล่าวไม่มีน้ำมันรั่วไปถึงชายฝั่งของออสเตรเลียและอินโดนีเซีย และไม่มีการตรวจพบถึงผลกระทบสิ่งมีชีวิตและระบบนิเวศในทะเลติมอร์”
เมื่อปี 2554 ปตท.สผ.ถูกศาลเมืองดาร์วินของออสเตรเลียสั่งปรับเป็นเงิน 510,000 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 13.8 ล้านบาท) หลังยอมรับผิดทั้ง 4 ข้อหาในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและความปลอดภัยในที่ทำงานและการล้มเหลวที่จะดำรงไว้ซึ่งหลักปฏิบัติที่ดีในการบริหารจัดการแหล่งน้ำมัน ซึ่งทางบริษัทระบุว่า คำพิพากษาดังกล่าวถือว่าเป็นบทสรุปทางกฎหมายของกรณีน้ำมันรั่วที่มอนทาราแล้ว

