ชาวปาเลสไตน์นับหมื่นเดินขึ้นเหนือกลับบ้าน หวั่นเหลือแต่ซาก
เมื่อวันที่ 27 มกราคม ชาวปาเลสไตน์นับหมื่นคนเดินเท้าขึ้นเหนือกลับบ้าน สะพายของใช้จำนวนมากและบางรายก็อุ้มเด็กทารก หลังจากที่อาศัยอยู่ที่ค่ายพักพิงผู้ลี้ภัยสงครามมาเป็นเวลานาน ท่ามกลางความกังวลว่าสภาพบ้านของตนนั้นจะเหลือเพียงแต่ซาก โดยผู้อพยพกลุ่มแรกเดินทางมาถึงตัวเมืองกาซาในช่วงเช้าหลังจากที่จุดตรวจคนเข้าพื้นที่แรกในกาซาที่เปิดเมื่อเวลา 7.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น โดยจุดถัดมาจะเปิดในเวลา 10.00 น. และเปิดให้รถยนต์สามารถผ่านเข้าไปได้
แม่ชาวปาเลสไตน์รายหนึ่งกล่าวว่า “เหมือนว่าฉันได้เกิดใหม่อีกครั้ง และทุกคนได้รับชัยชนะอีกครั้ง” ในด้านพ่อชาวปาเลสไตน์ที่มีบุตรจำนวน 5 คนกล่าวว่า “หัวใจของผมนั้นเต้นแรง ผมเคยคิดว่าผมจะไม่ได้กลับบ้านอีกต่อไป ไม่ว่าข้อตกลงจะประสบความสำเร็จหรือไม่ พวกเราจะไม่ออกจากเมืองกาซาและภาคเหนือของกาซาอีกต่อไป แม้ว่าอิสราเอลจะส่งรถถังมาจัดการกับพวกเราทุกคน จะไม่เกิดการพลัดถิ่นอีกต่อไป”
การเดินทางกลับบ้านในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กลุ่มฮามาสตกลงที่จะส่งตัวประกันชาวอิสราเอล 3 ราย บวกกับอิสราเอลได้ถอนกองกำลังออกจากพื้นที่ ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงในสงครามที่ดำเนินมายาวนานกว่า 15 เดือน ขณะที่ในอิสราเอล ครอบครัวของตัวประกันต่างรอคอยข่าวเกี่ยวกับบุคคลอันเป็นที่รักของตนด้วยความวิตกกังวล
ขณะที่ข้อตกลงหยุดยิงมีผลบังคับใช้ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลของปาเลสไตน์กล่าวว่า มีคนขับรถดันดินเสียชีวิตจากการโจมตีโดยขีปนาวุธของอิสราเอลบริเวณชายฝั่งทางทิศตะวันออกของค่ายผู้ลี้ภัยนูเซย์รัตในทางตอนกลางของกาซา
กองทัพอิสราเอลแถลงว่า ทางกองทัพดำเนินการจัดการอย่างแม่นยำต่อผู้ต้องสงสัยที่เป็นภัยคุกคามต่อกองกำลังที่กำลังปฏิบัติการในกาซา ในแถลงการณ์ระบุด้วยว่า “เครื่องบินของกองทัพป้องกันอิสราเอล (IDF) ได้ยิงเพื่อขับไล่ยานพาหนะที่น่าสงสัยจำนวนหนึ่งที่กำลังเคลื่อนที่ไปทางเหนือในพื้นที่ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่านตามข้อตกลง ซึ่งเป็นการละเมิดเงื่อนไขของขอตกลงหยุดยิง” ด้วย

