ทรัมป์ เซ็นคำสั่ง ตัดความช่วยเหลือแอฟริกาใต้ ผู้พิพากษาสั่งระงับแผนทรัมป์ ให้จนท. USAID หยุดงาน
สำนักข่าวบีบีซีรายงานว่า ท่ามกลางคำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ยังคงมีออกมาต่อเนื่องที่สร้างความปั่นป่วนให้กับหลายหน่วยงานของสหรัฐ ล่าสุด เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ผู้พิพากษาศาลสหรัฐได้สั่งระงับชั่วคราวในแผนของประธานาธิบดีทรัมป์ที่จะให้เจ้าหน้าที่ 2,200 คน ของสำนักงานเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศ หรือ USAID ลาหยุดโดยได้รับค่าจ้าง
คำสั่งดังกล่าวของนายคาร์ล นิโคลส์ ผู้พิพากษาสหรัฐ มีขึ้นเพื่อตอบสนองการยื่นฟ้องของสหภาพแรงงานต่อคำสั่งดังกล่าวของทรัมป์และมีขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนที่คำสั่งฝ่ายบริหารนั้นของทรัมป์จะมีผลในเที่ยงคืนวันศุกร์ (7 ก.พ.)
ทั้งนี้ USAID เป็นหน่วยงานหลักด้านความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมและการพัฒนาระหว่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐซึ่งมีเจ้าหน้าที่อยู่ทั่วโลกกว่า 10,000 คน ซึ่ง 2 ใน 3 ประจำการอยู่ในต่างประเทศ โดย USAID เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ตกเป็นเป้าของโครงการเปลี่ยนแปลงองค์กรของรัฐบาลทรัมป์ภายใต้การนำของนายอีลอน มัสก์ พันธมิตรใกล้ชิดที่อยู่ในทีมบริหารของรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งกำกับดูแลกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล(DOGE) อันเป็นหน่วยงานใหม่ถอดด้ามของรัฐบาลทรัมป์
ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเจ้าหน้าที่ส่วนที่เหลือจะมีสถานะอย่างไรเกี่ยวกับการทำงานภายใต้แผนของทรัมป์ ท่ามกลางรายงานข่าวที่มีออกมาก่อนหน้าว่ารัฐบาลทรัมป์มีแผนจะตัดลดเจ้าหน้าที่ USAID จาก 10,000 คน ลงเหลือเพียงราว 611 คนเท่านั้นจากรายงานของบีบีซี โดยคำสั่งศาลข้างต้นมีขึ้นในขณะที่เจ้าหน้าที่ทางการสหรัฐได้ทำการปลดหรือปิดคลุมป้ายชื่อหน่วยงาน USAID ที่สำนักงานใหญ่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.แล้ว
วันเดียวกัน ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้เซ็นคำสั่งฝ่ายบริหารอีกฉบับที่เป็นคำสั่งตัดลดความช่วยเหลือทางการเงินของสหรัฐต่อประเทศแอฟริกาใต้ จากถ้อยแถลงของทำเนียบขาวที่ระบุว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นการแสดงความไม่เห็นด้วยต่อนโยบายที่ดินของแอฟริกาใต้ และการที่แอฟริกาใต้ยื่นฟ้องอิสราเอล พันธมิตรใกล้ชิดของสหรัฐ ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) กรณีกล่าวหาว่าอิสราเอลฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในฉนวนกาซา
ทั้งนี้ข้อมูลที่มีล่าสุดระบุว่า ในปี 2023 ทางการสหรัฐได้มอบความช่วยเหลือให้แก่แอฟริกาใต้เป็นมูลค่าเกือบ 440 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ทรัมป์ออกมากล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานว่า แอฟริกาใต้กำลังยึดที่ดินซึ่งคนบางกลุ่มได้รับการปฏิบัติที่แย่มาก ซึ่งนายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีคนสนิทของทรัมป์ซึ่งเกิดในแอฟริกาใต้ กล่าวว่า ชาวแอฟริกาใต้ผิวขาวได้กลายเป็นเหยื่อของกฎหมายการเป็นเจ้าของที่ดินที่มีอคติทางเชื้อชาติ

