ยุโรปเสียงแตก กรณีตั้งกองกำลังรักษาสันติภาพยูเครน
การเจรจาฉุกเฉินของผู้นำยุโรปที่ใช้เวลานาน 3 ชั่วโมง ณ ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศส ในกรุงปารีส ซึ่งมีผู้นำเยอรมนี อังกฤษ อิตาลี โปแลนด์ สเปน เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) และสหภาพยุโรป (อียู) ยังคงไม่มีความเห็นร่วมกันเกี่ยวกับการจัดตั้งกองกำลังรักษาสันติภาพที่อาจเกิดขึ้น หลังจากที่สหรัฐประกาศเปลี่ยนแปลงจุดยืนเกี่ยวกับสงครามยูเครนเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้พันธมิตรข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกที่เคยแข็งแกร่งต้องตกอยู่ในความวุ่นวาย
รายงานข่าวระบุว่า มีรอยร้าวกับประเทศสมาชิกอียูบางประเทศ อาทิ โปแลนด์ ซึ่งไม่ต้องการให้กองกำลังทหารของตนอยู่บนผืนแผ่นดินยูเครน ขณะที่ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส ไม่แสดงจุดยืนในประเด็นนี้
นายกรัฐมนตรีดิก ชูฟ ของเนเธอร์แลนด์ ยอมรับว่า ยุโรปจำเป็นต้องหาข้อสรุปร่วมกันว่าเราสามารถมีส่วนสนับสนุนอะไรได้บ้าง และด้วยวิธีนั้น ในที่สุด เราก็จะได้ที่นั่งที่โต๊ะเจรจา แต่การนั่งที่โต๊ะเจรจาโดยไม่มีส่วนร่วมใดๆ ก็เป็นสิ่งไร้ประโยชน์
ด้านโอลาฟ ชอลซ์ นายกรัฐมนตรีเยอรมนี กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงการส่งทหารลงพื้นที่ในยูเครน มันไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง หากจะพูดกันอย่างตรงไปตรงมา เรายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผลลัพธ์ของการเจรจาสันติภาพจะเป็นอย่างไร
กระนั้นก็ดี ประเทศในยุโรปมุ่งมั่นที่จะเพิ่มกำลังทหารของตนให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หลังจากที่สหรัฐร้องเรียนมาหลายปี และส่วนใหญ่ได้เพิ่มการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศเป็น 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) แต่การเดินไปสู่เป้าหมายเส้นทางที่จะไปถึง 3% ของจีดีพีนั้นยังไม่ชัดเจน
โดนัลด์ ทัสก์ นายกรัฐมนตรีโปแลนด์ กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ยุโรปจะต้องมีความสามารถมากขึ้นในการป้องกันตนเอง และมีมติเป็นเอกฉันท์ในประเด็นการเพิ่มการใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ โปแลนด์ใช้จ่ายด้านการป้องกันประเทศมากกว่า 4% ของจีดีพี ซึ่งมากกว่าชาติสมาชิกนาโตอื่นๆ

