โฟกัสโลกรอบสัปดาห์: 3 ปีสงครามยูเครน กับชะตากรรมสุดพลิกผัน

ในวันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ ถือเป็นการครบรอบ 3 ปีที่กองทัพรัสเซียบุกเข้ารุกรานประเทศยูเครน อันเป็นการเปิดฉากสงครามระหว่างกันอย่างเป็นทางการ หลังรัสเซียเรียกร้องให้ยูเครนยกเลิกการสมัครเข้าเป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) ขณะที่ ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ของรัสเซีย ย้ำว่าปฏิบัติพิเศษทางการทหารในยูเครนมีขึ้นเพื่อปกป้องผลประโยชน์ด้านความมั่นคงของรัสเซีย
ในขณะนั้นยูเครนภายใต้การนำของ ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ได้รับแรงสนับสนุนอย่างเต็มกำลังจากบรรดาชาติตะวันตก รวมถึงการพร้อมใจกันคว่ำบาตรและโดดเดี่ยวรัสเซีย แต่สถานการณ์ทุกอย่างในเวลานี้กลับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือจากท่าทีของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ที่หันไปเจรจาตรงกับรัสเซีย และเปิดฉากทำสงครามน้ำลายกับเซเลนสกีจนสร้างความตกตะลึงไปทั่วโลก โดยเฉพาะกับยูเครนที่คงไม่คาดคิดว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนไปเช่นนี้ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน จนนำไปสู่คำถามว่าหรือสุดท้ายแล้ว ผู้ชนะหนึ่งเดียวในสงครามนี้คือรัสเซีย?
หากพูดถึงสถานการณ์ในสมรภูมิรบตอนนี้คงพอจะมองได้ว่ายูเครนเป็นฝ่ายเสียเปรียบรัสเซีย เพราะรัสเซียโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังรุกคืบไปในพื้นที่แนวหน้าของสนามรบได้อย่างต่อเนื่อง โดยในฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว กองทัพรัสเซียสามารถควบคุมดินแดนของยูเครนได้มากที่สุดนับตั้งแต่เปิดฉากสงครามในปี 2022 ขณะที่แม้ยูเครนทำการบุกโจมตีเข้าไปในแคว้นคูร์สก์ของรัสเซียเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว เพื่อหวังที่จะใช้เป็นข้อต่อรองบนโต๊ะเจรจาสันติภาพ แต่รัสเซียก็สามารถยึดคืนดินแดนของแคว้นคูร์สก์ได้มากขึ้นเรื่อยๆ แม้ยูเครนจะควบคุมพื้นที่บางส่วนไว้ได้ก็ตาม

ในอดีต ยูเครนได้รับความช่วยเหลือจากชาติตะวันตกโดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกาภายใต้การนำของ อดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ของสหรัฐ โดยสภาคองเกรสได้อนุมัติงบช่วยเหลือให้ยูเครนไปแล้วกว่า 1.83 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 6.1 ล้านล้านบาท แต่ทันทีที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้งและเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่ในเดือนมกราคม ท่าทีของสหรัฐต่อสงครามยูเครนก็เปลี่ยนไปชนิดที่เรียกได้ว่าสร้างความตกตะลึงให้กับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกับพันธมิตรของสหรัฐเอง รัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของทรัมป์ได้หันไปหารัสเซียก่อนยูเครนในการพูดคุย หลังสองประเทศมีความสัมพันธ์ที่ย่ำแย่มาตลอดหลายปี และผลักดันให้เกิดสันติภาพในยูเครนด้วยการประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงระหว่างสหรัฐและรัสเซียโดยที่ยูเครนไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมที่ซาอุดีอาระเบีย
ทรัมป์ยังปฏิเสธเป้าหมายของยูเครนในการเข้าเป็นสมาชิกของนาโตว่าเป็นไปไม่ได้ และยูเครนไม่สามารถได้ดินแดนของตัวเองที่รัสเซียยึดครองอยู่ราว 20% ของประเทศกลับมาได้ จนล่าสุดดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างทรัมป์และเซเลนสกีถึงจุดต่ำสุดเมื่อทรัมป์บอกว่ายูเครนไม่ควรเริ่มสงครามนี้ตั้งแต่แรก และยูเครนควรเข้ามาเจรจากับรัสเซียตั้งนานแล้ว ทำให้เซเลนสกีตอบโต้ทรัมป์ว่าอยู่แต่ในโลกแห่งข่าวปลอมที่รัสเซียสร้างขึ้น จนทรัมป์โต้กลับด้วยการเรียกเซเลนสกีว่าเป็น “เผด็จการที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง” ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วเซเลนสกีชนะการเลือกตั้งยูเครนในปี 2019 ไปอย่างถล่มทลาย และครบวาระการดำรงตำแหน่งในปี 2024 แต่ยูเครนไม่สามารถจัดการเลือกตั้งภายใต้กฎอัยการศึกที่ถูกประกาศใช้นับตั้งแต่เริ่มทำสงครามกับรัสเซียได้ รวมถึงบอกว่าเซเลนสกีต้องการให้สงครามลากยาวออกไปเพราะอยากให้สหรัฐส่งความช่วยเหลือทางทหารให้กับยูเครนต่อไป และเซเลนสกีควรรีบบรรลุข้อตกลงสันติภาพไม่งั้นอาจไม่เหลือประเทศยูเครนอีกต่อไป
นั่นเป็นสัญญาณที่ชัดเจนที่สุดว่า สหรัฐอาจจะไม่ช่วยเหลือยูเครนทำสงครามกับรัสเซียอีกแล้ว ถือเป็นข่าวดีสุดๆ สำหรับรัสเซีย หลังหลายคนมองว่าสหรัฐได้ยื่นตั๋วชั้น first class ให้กับรัสเซียในการเข้าสู่โต๊ะเจรจาสันติภาพโดยที่รัสเซียไม่ต้องทำอะไรเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนเลย ยูเครนจึงต้องหันไปหาชาติสมาชิกยุโรปกลายเป็นผู้ร่วมชะตากรรมในสงครามนี้แทน เนื่องเพราะบทสรุปของสงครามดังกล่าวจะส่งผลกระทบโดยตรงกับทวีปยุโรปทั้งหมด ขณะที่บรรดารัฐบาลประเทศยุโรปกำลังหารือถึงความเป็นไปได้ที่จะจัดตั้งกองกำลังรักษาสันติภาพ ซึ่งขณะนี้มีอังกฤษที่ประกาศว่ายินดีที่จะส่งทหารของตัวเองเข้าไปปฏิบัติการภาคพื้นดินในยูเครนเพื่อช่วยรับประกันความมั่นคงหากมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงกับรัสเซีย

อย่างไรก็ตาม หากมองตามความเป็นจริงที่ว่ายุโรปไม่สามารถเข้ามาทดแทนความช่วยเหลือที่สหรัฐมอบให้กับยูเครนทั้งหมดได้ เพราะแต่ละประเทศกำลังเผชิญกับความปั่นป่วนทางการเมืองในประเทศของตัวเอง เช่นเยอรมนีและฝรั่งเศส รวมถึงเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ การประชุมสุดยอดที่มีผู้นำประเทศในยุโรปหลายชาติ รวมถึง นายมาร์ค รุตเตอร์ เลขาธิการนาโต และ นางอัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป เข้าร่วมการประชุมด้วยที่ทำเนียบประธานาธิบดีฝรั่งเศสในกรุงปารีส เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่แม้หลายประเทศบอกว่าจะเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมของตัวเอง แต่ทุกคนยังคงเสียงแตกในเรื่องการจัดตั้งกองกำลังรักษาสันติภาพในยูเครน เพราะประเทศสมาชิกอียูบางประเทศก็ไม่ต้องการให้ทหารของตัวเองถูกส่งเข้าไปในยูเครน ทำให้การประชุมดังกล่าวสิ้นสุดลงโดยไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกลับมา
ด้านประธานาธิบดีเซเลนสกีของยูเครนยืนกรานว่าจะไม่ยอมรับการเจรจาใดๆ ที่ไม่มียูเครนเข้าร่วมโต๊ะด้วย ซึ่งแม้สหรัฐจะบอกว่ายูเครนจะเข้าร่วมโต๊ะเจรจาด้วยแต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีความแน่ชัดว่าจะเป็นเมื่อไรและอย่างไร ขณะที่ประธานาธิบดีปูตินของรัสเซียยังคงมีเป้าหมายเดิมคือ 1. ยูเครนต้องไม่เข้าเป็นสมาชิกนาโต 2.ยูเครนต้องถอนกำลังทหารออกจากดินแดน 4 แห่งของยูเครนที่รัสเซียผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ ทั้งยังปฏิเสธความเป็นไปได้ที่จะมีการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว เพราะมองว่ายูเครนจะเป็นฝ่ายได้ประโยชน์ แต่ผู้สังเกตการณ์มองว่ารัสเซียอาจรับข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวกับยูเครน หากยูเครนยอมจัดการเลือกตั้งหลังการหยุดยิง เพราะปูตินหวังว่าการเลือกตั้งจะทำให้เซเลนสกีอ่อนแอลงและนำไปสู่ความปั่นป่วนทางการเมืองในยูเครน ตามความเห็นของ ทาตินา สตาโนวายา นักวิจัยจาก Carnegie Russia Eurasia Center ส่วน Darius Jauniskis ผู้อำนวยการของสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติลิทัวเนีย ซึ่งเป็นหน่วยข่าวกรองของลิทัวเนีย ให้ความเห็นว่าปูตินจะไม่หยุดแค่ยูเครน และที่จริงแล้วรัสเซียจริงๆ ก็ไม่อยากที่จะยุติสงครามกับยูเครนด้วยเช่นกัน
เพียงเท่านี้ก็พอทำให้เห็นภาพแล้วว่า มุมมองระหว่างทรัมป์และยุโรปรวมถึงเซเลนสกีมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน จริงอยู่ที่การเจรจาสันติภาพระหว่างรัสเซียและยูเครนโดยมีสหรัฐเป็นตัวกลางยังอยู่ในช่วงแรกเท่านั้น แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนที่กำลังนอนไม่หลับในตอนนี้คงเป็นเซเลนสกี ที่ปรับตัวแทบไม่ทันจากวันที่มีพี่ใหญ่อย่างสหรัฐทุ่มความช่วยเหลือแบบไม่มีเงื่อนไข กลับกลายเป็นถูกลอยแพและถูกบีบคั้นกดดันจนตกที่นั่งลำบากในชั่วข้ามคืน

