“มาริษ” เยือนเวียดนาม ชวนชูจุดแข็ง 2 ประเทศจับมือร่วมกันผลิตสินค้าสู้ตลาดโลก

25.02.25 | 19:19 น.

“มาริษ” เยือนเวียดนาม ชวนชูจุดแข็ง 2 ประเทศจับมือร่วมกันผลิตสินค้าสู้ตลาดโลก

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์ 2568 โดยได้เข้าพบ และหารือทวิภาคี ร่วมกับนายบุ่ย แทงห์ เซิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อร่วมกัน ผลักดันความร่วมมือการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว โดยเห็นว่า ในยุคนี้ไม่ใช่ยุคของการแข่งขัน แต่เป็นยุคของความร่วมมือให้รอดพ้นจากภูมิรัฐศาสตร์โลกที่มีการแข่งขันสูง และยุคนี้สิ่งสำคัญคือการมีห่วงโซ่อุปทาน หรือ การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ และการผลิตสินค้าร่วมกัน เพราะแต่ละประเทศ มีจุดแข็งต่างกัน ดังนั้น จึงจะต้องใช้จุดแข็งที่ 2 ประเทศมี มาร่วมกันผลิตสินค้าที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการของตลาดโลก

พร้อมยังได้เตรียมการจัดกิจกรรมฉลองครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย-เวียดนามในปีหน้า 2568 โดยเน้นการส่งเสริมความร่วมมือในระดับประชาชน รวมถึงการหารือร่วมกันในวันนี้ (24 ก.พ.) ยังจะเป็นโอกาสเพื่อการเตรียมความพร้อม สำหรับการเดินทางเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ภายในปีนี้เช่นกัน

ขณะที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้สนับสนุนรัฐบาลไทยในการปราบปรามปัญหาสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ที่ไทยได้ดำเนินการ และพร้อมร่วมมือกับไทยในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 และการแก้ไขปัญหาและการบริหารจัดการลุ่มน้ำโขงร่วมกันด้วย พร้อมยังเห็นด้วยกับความร่วมมือยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยวของไทย ในการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานทั้งทางถนน ทางน้ำ และทางอากาศ ซึ่งสอดคล้องกับข้อริเริ่ม “6 ประเทศ 1 จุดหมายปลายทาง” หรือ Six Countries, One Destination ของไทย ซึ่งจะมีการเตรียมการเตรียมแผนงานให้เป็นรูปธรรมก่อนที่นายกรัฐมนตรีของไทย เดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการต่อไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ยังได้ชื่นชมการลงนามความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA ระหว่างไทย กับ เอฟตา (EFTA) หรือ สมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป ของไทยกับยุโรป ที่ได้เจรจามา 2 ปี พร้อมยังได้แสดงความยินดีที่แรงงานไทยในอิสราเอล ที่ถูกฮามาสจับเป็นตัวประกันในกาซา ได้รับการปล่อยตัว 5 คนในห้วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา

Advertisement

ขณะเดียวกัน นายมาริษ ยังได้ร่วมประชุมกับหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม หรือ ThaiCham และภาคเอกชนไทยที่มาลงทุนในเวียดนาม เพื่อรับฟังการลงทุนของไทยในเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศเป้าหมายในลำดับต้นของนักลงทุนไทย รวมถึงรัฐบาลยังได้สนับสนุนการดำเนินการตามนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุก ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ภายใต้การนำของรัฐบาล และเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงเพื่อรับฟังอุปสรรคของภาคเอกชนไทยในต่างประเทศในการดำเนินธุรกิจ เพื่อลดอุปสรรค และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการลงทุนของไทยในภาพรวม เพราะทั้งไทยและเวียดนาม มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ในระดับรัฐบาลทั้งสองฝ่ายที่ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือในทุกมิติ

ทั้งนี้ เวียดนามเป็นประเทศที่นิยมของนักลงทุนชาวไทย มูลค่าทางเศรษฐกิจของเวียดนาม อยู่ในลำดับที่ 5 ของอาเซียน ซึ่งในปี 2568 นี้ เวียดนามตั้งเป้า GDP ของประเทศ จะเติบโต 8% และมีเป้าหมายการพัฒนาเศรษฐกิจให้เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางในปี 2573 และเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วที่มีรายได้สูงในปี 2588 ซึ่งในขณะนี้ รัฐบาลเวียดนามกำลังเดินหน้าปฏิรูป และวางนโยบายทางเศรษฐกิจชั้นสูง สร้างระบบนิเวศรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ พัฒนาอุตสาหกรรมชั้นสูง รวมทั้งมีการปฏิรูประบบราชการ ควบรวมกระทรวงต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และลดค่าใช้จ่าย ปรับเปลี่ยนประเทศ และเศรษฐกิจไปสู่ระบบดิจิทัล วางโครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค เพื่อเชื่อมโยงการคมนาคมจากเหนือสู่ใต้ และจากจีนให้เป็นเนื้อเดียว พร้อมการพัฒนารถไฟความเร็วสูง เพื่อให้เชื่อมโยงกับเส้นทาง Belt and Road Initiative หรือ BRI อย่างสมบูรณ์แบบ

สำหรับภาคเอกชนไทยที่มาร่วมหารือในวันนี้ (24 ก.พ.) อาทิ GUNKUL, KBANK, Bangkok Bank, Central Retail Vietnam, AMATA, WHA และ Chance and Challenge เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ในวันนี้ (24 ก.พ.) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังมีกำหนดการเข้าพบนายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่อหารือทวิภาคี ส่งเสริมความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศ โดยเฉพาะการผลักดันความร่วมมือการค้า การลงทุน การท่องเที่ยวร่วมกัน พร้อมยังมีกำหนด เข้าร่วมพิธีเปิดงาน ASEAN Future Forum หรือ AFF 2025 ในวันพรุ่งนี้ (25 ก.พ.) โดยจะมีการกล่าวแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ Megatrends: Envisioning ASEAN and the World in 2035 ด้วย

นายมาริษ กล่าวอีกว่า การเดินทางเยือนครั้งนี้ว่า ได้มีโอกาสเข้าคาราวะ และหารือทวิภาคีร่วมกับนายฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ นายกรัฐมนตรีเวียดนาม และนายบุ่ย แทงห์ เซิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม เพื่อติดตามผลความร่วมมือที่ผ่านมา และวางทิศทางความร่วมมือในอนาคตให้เป็นยุทธศาสตร์มากขึ้น เพราะในปีหน้า ไทยและเวียดนาม จะมีความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 50 ปี และเพื่อลดขั้นตอนต่าง ๆ ส่งเสริมให้ธุรกิจไทย ลงทุนในเวียดนามได้สูงขึ้น ไม่มีอุปสรรคขัดขวาง ตนเองจึงได้เสนอให้คณะทำงานของทั้ง 2 ประเทศ มาพบกันและหารือเชิงยุทธศาสตร์ครอบคลุม ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม ซึ่งในด้านความมั่นคงนั้น ได้เสนอให้จัดตั้งเวทีการพบกันเป็นระยะ เพื่อให้กลาโหมของ 2 ประเทศได้พบกัน เพื่อความร่วมมือด้านความมั่นคง และอุตสาหกรรมกองทัพ ส่วนด้านเศรษฐกิจนั้น ควรให้ไทยและเวียดนาม เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของโลก ซึ่งการทำงาน และความร่วมมือเศรษฐกิจระหว่างกัน จะทำให้ไทย และเวียดนามได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน ส่งเสริมซึ่งกันและกัน รวมทั้งยังมีนโยบายสำคัญของรัฐบาลไทย ในการผลักดันพลังงานสีเขียว และธุรกิจการค้าปลีกไทยในเวียดนาม ที่จะต้องสนับสนุนบทบาทเอกชนทั้ง 2 ประเทศให้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน และความร่วมมือด้านสังคมนั้น ให้ความสำคัญกับเรื่องสุขภาพ และการศึกษาเป็นหลัก ซึ่งภาคเอกชน ก็จะมีบทบาทสำคัญในการแลกเปลี่ยนความร่วมมือด้านการศึกษา ซึ่งยุทธศาสตร์สำคัญจะต้องมีผู้ได้รับประโยชน์ชัดเจน มากไปกว่าเพียงการพูดคุย

นายมาริษ ยังระบุว่า การเข้าพบและหารือทวิภาคีทั้งหมดนี้ ยังเป็นการปูทางสำคัญสำหรับการเดินทางเยือนเวียดนามอย่างเป็นทางการของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี รวมทั้งจะมีการหารือของคณะรัฐมนตรีร่วมกัน ที่จะหารือเรื่องต่าง ๆ ให้รัฐมนตรีได้พูดคุยกันให้การเดินทางเยือนของนายกรัฐมนตรี มีผลสำเร็จเป็นรูปธรรม ตนจึงได้เสนอให้มีการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อวางเป้าหมาย และยุทธศาสตร์ทั้งหมดร่วมกัน เพื่อดำเนินการไปพลางก่อนที่จะมีการเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการ ซึ่งนายกรัฐมนตรีเวียดนาม ก็เห็นด้วยกับการจัดตั้งคณะทำงานดังกล่าว และเห็นด้วยกับข้อเสนอไทยทั้งหมด และหวังจะได้พบนายกรัฐมนตรีของไทย เพื่อนำไปสู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

นอกจากนั้น ฝ่ายเวียดนาม ยังเห็นพ้องร่วมกันในการร่วมกันพัฒนาด้านความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานสีเขียว และปิโตรเคมี ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ เพื่อผลประโยชน์ของทั้ง 2 ประเทศ รวมทั้งยังสนับสนุนการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานเส้นทางการคมนาร่วมกัน ตามยุทธศาสตร์ “the Three Connects Strategy” และข้อริเริ่ม “6 ประเทศ 1 จุดหมายปลายทาง” Six Countries, One Destination ของไทยด้วย

นายมาริษ ยังเปิดด้วยว่า เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (25 ก.พ.) ตนเองได้มีโอกาสพบกับบริษัท FPT ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำของเวียดนาม ที่ดำเนินการในเรื่อง AI และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งตนรู้สึกชื่นชม เพราะถือเป็นธุรกิจของคนรุ่นใหม่ มีแนวคิดครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ และใช้องค์ความรู้พัฒนากระบวนการผลิตอุตสาหกรรม ตนจึงอยากใช้โมเดลของ FPT ไปร่วมมือกับประเทศไทย ทั้งภาครัฐ และเอกชน เพื่อให้สังคม และภาคธุรกิจได้ประโยชน์จากองค์ความรู้ และความร่วมมือนี้ด้วย ซึ่งหากประสบผลสำเร็จ ก็จะทำความร่วมมือระหว่างภาครัฐ และเอกชนประสบความสำเร็จ โดยที่สังคมและประชาชนได้รับผลประโยชน์ต่อไป

ส่วนการหารือร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม ถึงการตั้งเป้าหมายมูลค่าการค้า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 นี้นั้น นายมาริษ ระบุว่า ความร่วมมือทางการค้านั้นเป็นไปได้สูง เพราะมีมูลค่าทางการค้าร่วมกันมากอยู่แล้ว แต่การขยับให้ขึ้นไปมากขึ้นไปอีก ก็ต้องอาศัยการทำธุรกิจร่วมกันด้วยผ่านความร่วมมือระหว่างไทย และเวียดนาม ในการเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลกร่วมกัน เพราะในยุคปัจจุบัน ไม่มีใครสามารถครอบครองตลาดได้ทั้งหมด ตนได้เสนอแนวคิดให้เวียดนาม มีความร่วมมือกันในห่วงโซ่อุปทานเพิ่มมากขึ้น และช่วยกันผลิต และค้าขายร่วมกันบนตลาดโลก ซึ่งก็จpะช่วยให้ทั้ง 2 ประเทศเป็นพันธมิตรที่มียุทธศาสตร์ร่วมกัน ได้ประโยชน์จากตลาดโลกร่วมกัน ซึ่งตัวเลขดังกล่าว ตนเชื่อมั่นว่า หาก 2 ประเทศสามารถทำได้ จะทำให้มูลค้าการค้าไทยและเวียนนาม จะยิ่งสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้