หน้าแรก ต่างประเทศ UNHRC ยินดีสม...

UNHRC ยินดีสมรสเท่าเทียม-สปสช.หายาฮอร์โมนให้คนข้ามเพศ ชงเลิก ม.301 ทำแท้งผิดอาญา

28.02.25 | 19:21 น.

ผู้เชี่ยวชาญยูเอ็น ยินดีสมรสเท่าเทียม ‘สปสช.’ จัดหาฮอร์โมนสำหรับ LGBTQ แต่ยังพบถูกกีดกันรับบริการด้านสุขภาพ ชงรัฐยกเลิก ม.301 อุดช่องว่างทำแท้งผิดกฎหมายอาญา

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ห้อง Studio R3 ชั้น 4 โรงแรมเรเนซองส์ กรุงเทพฯ ราชประสงค์ น.ส.ทลาเลง โมโฟเค็ง (Tlaleng Mofokeng) ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิด้านสุขภาพ (UNHRC) แถลงภายหลังการมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 18-28 กุมภาพันธ์นี้

โดยในการมาเยือนครั้งนี้ ได้ร่วมสังเกตการณ์แนวปฏิบัติและข้อท้าทายเกี่ยวกับการเข้าถึง การเป็นที่ยอมรับ ความสามารถในการจ่ายค่าบริการ และคุณภาพของบริการสาธารณสุข รวมถึงพบปะกับหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในกรุงเทพมหานคร จ.ภูเก็ต สระแก้ว และปราจีนบุรี เพื่อประเมินสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการมีสิทธิด้านสุขภาพกายและจิตใจในไทย โดยเดินทางไปเยือนสถานที่ให้บริการ พร้อมสังเกตการณ์การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพและปัจจัยต่างๆ (determinants of health) จากแนวคิดที่คำนึงถึงอำนาจทับซ้อน (intersectional perspective) โดยให้ความสำคัญกับประชากรกลุ่มชายขอบ ทั้งนี้ ผู้รายงานพิเศษ จะนำเสนอรายงานฉบับเต็ม ต่อ คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) ในเดือนมิถุนายนนี้ต่อไป

ในตอนหนึ่ง น.ส.ทลาเลง แพทย์ชาวแอฟริกาใต้ ในฐานะผู้รายงานพิเศษ ว่าด้วยสิทธิด้านสุขภาพ (UNHRC) กล่าวถึงด้าน “บุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTIQA+)” โดยชี้ว่า พระราชบัญญัติความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ.2558 เป็นกฎหมายสำคัญที่แก้ไขปัญหาการเลือกปฏิบัติทางเพศ และแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติฉบับที่ 54 (พ.ศ.2566-2570) รับรองว่าทุกฝ่ายจะมุ่งมั่นในการส่งเสริมสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียมระหว่างเพศ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (sustainable development)

“ดิฉันยินดีที่กฎหมายสมรสเท่าเทียมมีผลบังคับใช้เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา การที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้เปลี่ยนคำว่า ‘ชายและหญิง’ และ ‘สามีและภรรยา’ เป็นคำว่า ‘บุคคล’ และ ‘คู่สมรส’ เป็นก้าวที่ดีและน่าชื่นชมเพื่อลดการตีตราและสถานการณ์ที่สร้างความอับอายในสถานพยาบาล และจะช่วยปรับปรุงประสบการณ์โดยรวมของ ผู้ป่วยเมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล”

Advertisement

น.ส.ทลาเลงกล่าวถึงภาพรวม “สุขภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศ” โดยเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องแก้ไขสาเหตุที่กลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTIQA+) มองว่า “การบริการทางสุขภาพไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างเต็มที่และครอบคลุม”

“ดิฉันยังได้รับฟังประสบการณ์ที่หลากหลาย ในสถานรักษาพยาบาลภาครัฐเกี่ยวกับความต้องการด้านอนามัยเจริญพันธุ์ของกลุ่มหญิงรักหญิง (LBQ Women) และชายข้ามเพศ (Transmasculine) หลายคนที่พูดคุยด้วย ได้ยกตัวอย่างว่าสุขภาพของกลุ่มผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ต้องมีการดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในการส่งเสริมสิทธิของพวกเขาในฐานะพลเมือง และต้องกินความเกินกว่ าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเพื่อการผ่าตัดยืนยันเพศ/แปลงเพศ (gender affirming/reassignment surgery) ที่กำลังเติบโต

ยินดีที่ได้ทราบว่ากระทรวงสาธารณสุขได้จัดสรรงบประมาณ 145.63 ล้านบาท (ประมาณ 4.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ให้กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อจัดหายาฮอร์โมนสำหรับคนข้ามเพศ 200,000 คน ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเอง จึงทำให้ประชาชนกลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าถึงบริการได้

ดิฉันขอเรียกร้องให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติตระหนักถึงการที่คนข้ามเพศประสบกับความรุนแรงในหลายรูปแบบ ภายในระบบสุขภาพ และต้องทำให้ระบบสุขภาพไม่ดำเนินการละเมิด หรือกีดกันคนข้ามเพศ ไม่ให้ได้รับการบริการ” น.ส.ทลาเลงกล่าว

น.ส.ทลาเลงกล่าวถึง “สิทธิด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์” ว่าประเทศไทยมีความก้าวหน้าอย่างมากในการส่งเสริมสิทธิด้านสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ โดยการดำเนินการตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของวาระ 2030 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (2030 Agenda for Sustainable Development) ประเทศไทยได้รับการยกย่องจากกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ว่าเป็น “หนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญและเป็นผู้นำในการบรรลุเป้าหมายด้านประชากรและการพัฒนาในช่วง 25 ปี ที่ผ่านมา”

“ประเทศไทยไม่ควรพอใจกับความสำเร็จที่เป็นประโยชน์ต่อคนส่วนใหญ่นี้จนประมาท และแต่ต้องใส่ใจการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของผู้ที่ถูกเลือกปฏิบัติ หรือถูกลงโทษทางอาญาเพียงเพราะตั้งครรภ์ ดิฉันยังมีความห่วงกังวลเกี่ยวกับข้อมูลที่ได้รับคำบอกเล่าเกี่ยวกับเรื่องความรุนแรงด้วยเหตุแห่งเพศ (gender-based violence)”

น.ส.ทลาเลงกล่าวว่า ในส่วนของ “การยุติการตั้งครรภ์” เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 ศาลรัฐธรรมนูญมีคำพิพากษาด้วยเสียงส่วนใหญ่ ว่ามาตรา 302 ซึ่งกำหนดให้ผู้หญิงที่ยุติการตั้งครรภ์มีความผิดทางอาญานั้น ขัดต่อมาตรา 28 ของรัฐธรรมนูญ ที่รับรองสิทธิในเนื้อตัวร่างกาย

“ดิฉันสนับสนุนให้เร่งดำเนินการยกเลิกการเอาผิดทางอาญา โดยยกเลิกมาตรา 301 ดิฉันทราบว่ามาตรา 305 อนุญาตให้การยุติการตั้งครรภ์เกิดขึ้นได้ใน 5 กรณี แต่ดิฉันมีความกังวลถึงช่องว่างที่จะเข้าถึงสิทธินี้อย่างทันท่วงที” น.ส.ทลาเลงกล่าว

จากนั้น น.ส.ทลาเลงกล่าวถึง “บุคคลที่มีความพิการ” ว่าพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมในปี พ.ศ.2556 รับรองว่า บุคคลที่มีความพิการจะมีสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานอย่างเต็มที่และเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ ยังคุ้มครองบุคคลที่มีความพิการจากการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมในทุกรูปแบบ

“ดิฉันได้สังเกตเห็นโครงการและศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพที่มีความพร้อมในการรองรับข้อจำกัด โรค การบาดเจ็บ และความพิการที่แตกต่างกัน โดยสามารถให้ข้อมูล ปรับปรุง คุณภาพชีวิต และส่งเสริมการมีอายุขัยที่ยาวนานสำหรับประชากรทั้งหมดที่มักถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามแผนเพื่อให้การเข้าถึงสถานพยาบาลและบริการด้านสุขภาพต่างๆ เกิดขึ้นอย่างเต็มที่และเท่าเทียมกันสำหรับผู้พิการ รวมถึงการดูแลทางการแพทย์ การศึกษา การจ้างงาน เบี้ยความพิการ ล่ามภาษามือ ผู้ช่วยส่วนบุคคล การปรับปรุงที่อยู่อาศัย การเข้าถึงข้อมูล และเทคโนโลยีเพื่อการช่วยเหลือ นอกจากนี้ ยังต้องให้ความสำคัญกับผู้พิการที่มีความยากจนที่อาศัยอยู่ในเมืองและในพื้นที่ชนบทและห่างไกลด้วย” น.ส.ทลาเลงระบุ