หน้าแรก ต่างประเทศ มองโอกาส ส่อง...

มองโอกาส ส่องอุปสรรค เส้นทางรถไฟไทย-ลาว ยกระดับเศรษฐกิจสองมิตรประเทศ

4.03.25 | 09:00 น.

มองโอกาส ส่องอุปสรรค เส้นทางรถไฟไทย-ลาว ยกระดับเศรษฐกิจสองมิตรประเทศ

ปี 2568 นับเป็นปีที่ความสัมพันธ์ไทย-ลาวครบรอบ 75 ปี และเป็นช่วงเวลาเดียวกันที่การคมนาคมระหว่างสองประเทศกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ ซึ่งจะยิ่งทวีความสัมพันธ์ไทย-ลาวให้แน่นแฟ้นและเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น

ในเวทีพูดคุยเรื่องการส่งเสริมความเชื่อมโยงไทย-ลาวที่งานสัมมนาทางธุรกิจไทย-ลาว “เบิ่งโอกาส สานประโยชน์ ก้าวสู่ความรุ่งโรจน์ร่วมกัน” ที่จัดขึ้นในโอกาสที่นายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เยือนไทยอย่างเป็นทางการ ตัวแทนภาครัฐและเอกชนของไทยและลาวร่วมพูดคุยถึงโอกาสในการผลักดันความร่วมมือระหว่างสองประเทศในด้านคมนาคมขนส่ง ที่จะนำมาซึ่งผลประโยชน์แก่ทั้งสองประเทศ

ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร กรรมการผู้จัดการธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า มูลค่าสินค้าที่ไทยส่งออกไปลาวอยู่ที่ตัวเลขเกือบ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มูลค่าการส่งออกของลาวมายังไทยนั้นมากถึง 3,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยทั้งสองประเทศสามารถส่งเสริมความร่วมมือและเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ระหว่างกันได้ถึง 3 มิติ ได้แก่ 1.โครงสร้างพื้นฐาน โดยเส้นทางขนส่งแนวพื้นที่เศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก R3A R8 R12 และ R9 จะนำมาสู่โอกาสระหว่างสองประเทศในการทำธุรกิจร่วมกันมากขึ้น 2.พลังงานสะอาด เนื่องจากลาวเป็นประเทศที่มีศักยภาพในสาขาคาร์บอนเครดิตเป็นอย่างมาก และ 3.การเกษตร การป่าไม้และแร่ธาตุที่สำคัญ

ดร.รักษ์ระบุอีกว่า ท่ามกลางความผันผวนทางภูมิศาสตร์เห็นได้จากคลองปานามาที่สั่นไหว ผนวกกับความเป็นไปได้ที่จะเกิดการปิดคลองสุเอซขึ้น การพัฒนาระบบคมนาคมระหว่างประเทศในภูมิภาคจะเป็นการสร้าง ‘one big market’ และช่วยลดความเสี่ยงในกรณีที่ไม่สามารถขนส่งสินค้าไปที่พื้นที่อื่นได้

Advertisement

นายดาวจินดา สีหาราด ผู้ว่าการรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งชาติลาว กล่าวเสริมว่า การพัฒนาทางด้านคมนาคมเชื่อมต่อระหว่างไทยและลาว จะส่งผลโยชน์ในด้านการค้า การลงทุน พลังงานและการขนส่ง โดยเส้นทางรถไฟสถานีคุนหมิง-ลาว-ไทย-มาเลเซีย สามารถทำให้ภูมิภาคเอเชียกลายเป็นศูนย์กลางของการขนส่งสินค้า แต่ต้องประกอบไปด้วย 4 ปัจจัยด้วยกัน คือ ปริมาณและมูลค่าที่ต้องสูง ความรวดเร็วในการขนส่ง ต้นทุนที่ต่ำ และต้องไม่มีการผูกขาดทางการค้า แต่เกิดการแข่งขันทางธุรกิจขึ้น

อีกทั้ง การก่อสร้างทางรถไฟดังกล่าวยังส่งผลกระทบเชิงบวกต่อการท่องเที่ยวของลาวเป็นอย่างยิ่ง จำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนเดินทางมาลาวเพิ่มสูงอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี 2566 มีตัวเลขมากขึ้นถึง 30% และในปี 2568 นี้ ทางลาวตั้งเป้าไว้ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวและยอดปริมาณขนส่งสินค้าต้องเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด พร้อมกับเปิดเผยว่า ในการเดินทางมาไทยในครั้งนี้ ทางการรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งชาติลาวมีประชุมกับการรถไฟแห่งประเทศไทยในการส่งเสริมประสิทธิภาพของการขนส่งสินค้าไทย-ลาว และจะเชิญการรถไฟแห่งประเทศไทยเข้าร่วมประชุม 3 ฝ่ายระหว่างไทย ลาวและจีน ที่เวียงจันทน์ในอนาคตข้างหน้านี้ด้วย

ด้านนายธนวัฒน์ จิตบันเทิงพันธ์ กรรมการสายงานอาเซียนและโลจิสติกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ระบุว่า การที่ปริมาณการขนส่งสินค้าไทย-ลาวเพิ่มมากขึ้นระหว่างการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ซึ่งเป็นเวลาที่เศรษฐกิจโลกเผชิญกับความซบเซาอย่างหนัก แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการค้าระหว่างสองประเทศ โดยมูลค่าการค้าชายแดนไทย-ลาวสูงมากที่สุดเป็นอันดับสอง รองจากมาเลเซีย ในขณะเดียวกันจีนพยายามเร่งเครื่องผลักดันข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (BRI) ที่จะเชื่อมโยงโครงข่ายในเอเชีย ไปตะวันออกกลางและยุโรป ครอบคลุมถึง 63 ประเทศ โดยมีเส้นทางการคมนาคมระหว่างไทย-ลาว เป็นตัวเสริมสร้างความสมบูรณ์ของโครงการนี้

นายธนวัตน์เล่าอีกว่า หลังจากที่มีการเปิดตัวรถไฟความเร็วสูงลาว-จีน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้ทำการทดลองเพื่อหาอุปสรรคและความสมบูรณ์ของการขนส่ง โดยได้ทดลองการขนส่งสินค้าไทยวิ่งไปถึงยุโรป จากทางรถไฟในไทยผ่านไปที่ท่าบกท่านาแล้ง ขึ้นรถไฟของทางลาว-จีนและไปที่ยุโรปต่อจากนั้น พบว่า ผลจากทดลองในปี 2566 แสดงให้เห็นปัญหาในเรื่องความล่าช้าในจุดเชื่อมโยงของไทยกับลาว ด่านโม่ฮาน-บ่อเต็น และตรงทางเชื่อมเอเชียกลางที่ทำให้ใช้เวลาขนส่งเกือบถึง 1 เดือน ทั้งนี้ สาเหตุของปัญหาอาจจะมาจากความใหม่ของการขนส่งสินค้า ซึ่งก็น่าจะมีการพัฒนาแก้ไขไปบ้างแล้ว

พร้อมกับแนะนำว่าจากการที่ลาวมียุทธศาสตร์ท่าเรือบก (Dry Port) ถึง 9 แห่ง ซึ่งไทยเองก็มีเหมือนกัน จึงควรจะมีการพิจารณาการเชื่อมต่อท่าเรือบกเพื่อที่จะยกระดับการขนส่งระหว่างไทย-ลาว ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงผนึกกำลังระหว่างสองประเทศ ยกระดับจากประเทศเพื่อนบ้านสู่หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจร่วมกัน ขณะที่มีความร่วมมือด้านการพัฒนาด้านคมนาคมกับจีนด้วย

นายอนงค์เดช เพชรไกรสร รองผู้อำนวยการทางรถไฟลาว-จีน กล่าวว่า รางรถไฟที่เชื่อมระหว่างลาว จีนและต่อกับหนองคาย ถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาความสัมพันธ์ในหลากหลายมิติ โดยในปัจจุบันรถไฟลาวจีนได้เปิดใช้ไปแล้ว 9 จุด ซึ่งมีรถไฟโดยสารไป-กลับรวมกัน 12 เที่ยว ขณะที่รถไฟสินค้าไป-กลับรวมกับถึง 20 เที่ยว พร้อมกับเน้นย้ำว่า ผลสำเร็จของการคมนาคมระหว่างประเทศบรรลุเกินคาดหมายกว่าที่ได้ศึกษาเอาไว้ อย่างไรก็ดี มีข้อจำกัดในเรื่องกฎระเบียบ นิติกรรม และกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขโดยความร่วมมือระหว่างประเทศอีกด้วย

ความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจระหว่างไทย-ลาวนั้นไม่สามารถแยกออกจากกันได้ ระบบการคมนาคมที่มีประสิทธิภาพจะช่วยอำนวยความสะดวกในการขนส่งสินค้า ลดต้นทุนตลอดจนอุปสรรคทางภูมิศาสตร์ เป็นที่น่าจับตาว่าจากการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีไทยและลาวในครั้งนี้ จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาด้านความร่วมมือระหว่างสองประเทศได้มากน้อยเพียงใด