บทเรียนราคาแพง! ชายขับรถบรรทุก ไม่เคยทาครีมกันแดดนาน 30 ปี ทำใบหน้าฝั่งเดียว แก่ก่อนวัย
สมัยโบราณกาลคงไม่มีใครนึกถึงเรื่องผิวพรรณ หรือผลกระทบของแสงแดดที่มีต่อร่างกาย คิดแค่จะหาอาหาร ให้ดำรงอยู่รอดในทุกวันก็คงจะเพียงพอมากแล้ว กาลเวลาก้าวหน้า เทคโนโลยีเริ่มมีความสำคัญ องค์ความรู้เป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้ เพียงแค่เสิร์จในหน้าจอมือถือ ข้อมูลก็ประดังเข้าหน้า
ล่าสุด สื่อต่างประเทศ เปิดเผยเรื่องราวของสตีฟ อายุ 56 ปี ชายผู้มีอาชีพขับรถบรรทุก ในสหราชอาณาจักร ซึ่งเขาออกตัวว่า ไม่เคยทาครีมกันแดดเลย และได้เผยความแตกต่างที่ชัดเจนบนใบหน้า หลังเผชิญแสงแดดมานานนับสิบปี
เขาได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบของแสงแดดต่อผิวพรรณ หลังจากใช้เวลาส่วนใหญ่ในการทำงานกลางแจ้งโดยไม่ได้ทำการปกป้องผิวอย่างเหมาะสม สตีฟไม่เคยให้ความสำคัญกับการดูแลผิวพรรณ ไม่เคยใช้ครีมกันแดด หรือแม้แต่บำรุงผิวด้วยมอยส์เจอไรเซอร์ ที่สำคัญกว่านั้น อาชีพที่ต้องขับรถเป็นเวลานานถึง 30 ปี ทำให้เขาต้องเผชิญกับรังสี UV จากแสงแดดอย่างต่อเนื่อง

ด้วยลักษณะงานที่ต้องอยู่บนท้องถนนถึงหกวันต่อสัปดาห์ ใบหน้าด้านขวาซึ่งถูกแสงแดดกระทบอยู่เสมอ ในตอนแรก สตีฟคิดว่า เป็นเพียงธรรมชาติของวัยที่เพิ่มขึ้น
จนกระทั่งวันหนึ่ง เขานึกถึงบทความในหนังสือพิมพ์ที่เคยนำเสนอภาพถ่าย UV ของใบหน้าคนขับรถบรรทุกคนหนึ่ง ซึ่งเผยให้เห็นความเสียหายจากแสงแดดอย่างชัดเจน เฉพาะด้านที่สัมผัสกับแสงแดดตลอดเวลา
สตีฟตระหนักได้ว่า ริ้วรอยและร่องลึกที่เห็นชัดคงไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะอายุ แต่มันคือผลของการถูกแดดทำร้ายมาอย่างยาวนาน เจ้าตัวตัดสินใจปรึกษาคุณหมอความงาม และเธอได้บอกกับเคสของสตีฟว่า
ความเสียหายจากแสงแดดที่ได้รับรุนแรงกว่าทุกกรณีที่เธอเคยเจอ ใบหน้าของเขาเสียหายจากรังสีUVมาก ไม่ว่าจะเป็น รอยแดง รอยดำ จุดด่างดำ และน้ำมันส่วนเกินที่สะสมบนผิว ซึ่งมากกว่าที่ควรเป็น และเคสของสตีฟสร้างความตกใจให้เธอมากทีเดียว

ทำร้ายลงลึกกว่าที่คิด
สตีฟ เผยว่า “คุณหมอบอกผมว่า แสงแดดไม่ได้เพียงทำร้ายผิวชั้นบน แต่ยังทำลายลึกลงไปถึงชั้นใต้ผิวหนัง ซึ่งเป็นสาเหตุให้ใบหน้าด้านขวาของผมหย่อนคล้อยกว่าด้านซ้าย นอกจากนี้ ผมยังมีภาวะ โรซาเซีย (Rosacea) ซึ่งทำให้ใบหน้าดูแดงกว่าปกติด้วย”
อย่างไรก็ตาม คุณหมอแนะนำให้สตีฟใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในระดับทางการแพทย์ พร้อมกับกันแดด SPF 50 ทุกวัน “ครีมกันแดด เป็นสิ่งที่ผมอยากบอกทุกคนให้ใช้” สตีฟกล่าว
ทั้งนี้ หลังจากการรักษา สตีฟเปลี่ยนมุมมองการดูแลผิวอย่างสิ้นเชิง และเตือนใจทุกคนว่า “ไม่ว่าคุณจะทำงานขับรถ นั่งในรถทั้งวัน หรือใช้ชีวิตกลางแจ้ง อย่าลืมทาครีมกันแดด”


มติชน ชวนดูความสำคัญของครีมกันแดด และผลกระทบหากไม่รีบทา
นพ.วรพล สุขีวัฒนา กล่าวว่า แสงอาทิตย์ประกอบด้วยรังสี 3 ประเภท คือ รังสีอินฟราเรดหรือความร้อน รังสีที่มองเห็นคือแสงสว่าง และรังสีที่มองไม่เห็นคือยูวี ซึ่งยังแยกเป็นยูวีเอ 1 (UVA1) ยูวีเอ 2 (UVA2) และยูวีบี (UVB)
ทั้งนี้ สิ่งที่เราไม่รู้มาก่อนคือ ยูวีเอ 1 ที่มีในแสงแดดถึงร้อยละ 75 เป็นรังสีที่น่ากลัวที่สุด เพราะสามารถทำลายโครงสร้างดีเอ็นเอของผิวและทำร้ายผิวได้ลึกที่สุด สามารถทะลุกระจก ผนัง และเสื้อผ้าได้ นั่นหมายความว่า แม้เราจะใส่หมวก เสื้อแขนยาว หรืออยู่ในอาคาร ก็ไม่สามารถปกป้องรังสีนี้ได้ทั้งหมด ฉะนั้น การทาครีมกันแดดจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ขณะที่ แพทย์หญิงสุรีย์รัตน์ ศรีตั้งรัตนกุล กล่าวถึงปัญหาผิวที่ถูกทำร้ายจากแสงแดดและรังสียูวี ไว้ว่า โดยค่าดัชนีความเข้มข้นของรังสีอัลตราไวโอเลต (UV Index) ของประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 11 – 12 เกือบทั้งปี เป็นระดับความรุนแรงที่สูงมาก ซึ่งช่วงเวลาที่ค่า UV Index รุนแรงที่สุด คือช่วงเวลา 10.00 – 15.00 น. ยิ่งผิวสัมผัสกับแสงแดดนานเท่าไหร่ ย่อมส่งผลกระทบต่อผิวของเรา
โดยสามารถแบ่งได้เป็น 2 ระยะ คือ ระยะสั้น ทำให้ผิวไหม้แดด เกิดอาการแดง แสบ ร้อนผิว เกิดอาการแพ้แสง (Photo allergic) ส่วนในระยะยาวจะทำให้ผิวแก่ก่อนวัย (Premature aging และ Photo aging) ผิวเกิดความเหี่ยวย่น เนื่องจากคอลลาเจนใต้ชั้นผิวถูกทำลาย รวมถึงการเกิดริ้วรอย กระ ฝ้า และอาจลุกลามเป็นโรคผิวหนังได้


