World Bank ฉายภาพเศรษฐกิจไทย’68 ชี้ SMEs กุญแจสำคัญของการเติบโต
ด้วยสัดส่วนของ SMEs ที่มีสูงถึงร้อยละ 99.5% ของบริษัทเอกชนในไทย คิดเป็น 35.3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และ 69.5% ของการจ้างงาน ทำให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนับเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย
ในไตรมาสแรกของปี 2568 ธนาคารโลกหรือ World Bank เผยแพร่รายงานการตามติดเศรษฐกิจ Thailand Economic Monitor ฉบับล่าสุด ที่จัดทำภายใต้หัวข้อ ปลดล็อกแหล่งเติบโตใหม่ – นวัตกรรม SMEs และสตาร์ทอัพ ซึ่งได้ให้ข้อมูลเชิงลึกในเรื่องพัฒนาการและแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปีนี้ พร้อมกับเน้นย้ำถึงความสำคัญของ SMEs ว่า เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ไทยสามารถฝ่ากับดักรายได้ปานกลางและเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
ดร. เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลกประจำประเทศไทย กล่าวว่า การอุดหนุนจากภาครัฐในการพัฒนาโครงสร้างสร้างพื้นฐานกลายเป็นตัวชูโรงให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เมื่อช่วงปลายปี 2567 หลังจากที่ชะลอมาทั้งปีเนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ผนวกกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ดิจิทัลวอลเล็ตของรัฐบาล ส่งผลให้ธนาคารโลกคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเพิ่มขึ้น 2.9% ในปี 2568 จาก 2.6% ในปี 2567
อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกนั้นสูงมาก การเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปและยังไม่กลับไปสู่ระดับเดิมก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 คาดการณ์ว่าภาคส่งออกสินค้าจะอยู่จะในระดับชะลอตัวลงเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตที่ติดขัดในสหรัฐและจีน ทั้งนี้ ตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI applications) ในช่วงท้ายปีนั้นสูงที่สุดในรอบ 5 ปี ทว่าหากเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ไทยยังคงอยู่ตามหลัง พร้อมกล่าวว่า สถานการณ์หนี้ครัวเรือนเป็นโจทย์ใหญ่ของเศรษฐกิจไทย เพราะได้ส่งผลกระทบต่อการบริโภคที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ ทั้งยังทำให้การปล่อยสินเชื่อแผ่วลง นับเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้จีดีพีชะลอตัวในช่วงปีที่ผ่านมา
กระนั้นก็ดี จุดแข็งของไทยคือเสถียรภาพทางการเงิน ธนาคารโลกคาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อในปีนี้จะอยู่ในระดับที่ต่ำเพียงแค่ตัวเลข 0.8% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยการนี้เป็นผลมาจากอุปสงค์ที่ไม่ได้สูงมากจากการยกเลิกมาตรการตรึงราคาสินค้าในบางรายการอย่างไฟฟ้าและก๊าซหุงต้ม นอกจากนั้น ภายในกลางปี 2568 ภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัวสู่ระดับก่อนการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มขึ้นจาก 35.3 ล้านคนในปี 2567 เป็น 40 ล้านคนด้วย
ดร.เกียรติพงศ์กล่าวด้วยว่า ภาคอุตสาหกรรมในช่วงผ่านมามีอุปสรรคค่อนข้างเยอะ ธุรกิจยานยนต์เผชิญกับความซบเซา ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถขอสินเชื่อที่จะซื้อยานยนต์ได้ ทว่าข้อมูลล่าสุดแสดงให้เห็นว่าภาคอุตสาหกรรมมีการฟื้นตัวที่ดีขึ้นจากการที่ตลาดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สินค้าจำพวกเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังอยู่ในภาวะขาขึ้น ซึ่งได้ช่วยกระตุ้นให้ภูมิภาคเอเชียมีการส่งออกมากขึ้นด้วย
ขณะที่ความท้าทายของเศรษฐกิจไทย ประกอบไปด้วยปัจจัยหลัก 3 ประการด้วยกัน ได้แก่ ความเสี่ยงทางภูมิศาสตร์และราคาพลังงานที่ผันผวน ความยั่งยืนทางการคลัง ไปจนถึงความไม่แน่นอนทางการค้าจากนโยบายภาษี อย่างไรก็ดี ไทยอยู่ลำดับที่ 13 สำหรับประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ โดยการที่ไทยไม่ได้อยู่อันดับที่สูงมากนั้นอาจจะทำให้ไทยไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งนี้ ไทยไม่อาจหลีกหนีพ้นในการได้รับผลกระทบทางอ้อม เพราะหากเศรษฐกิจจีนชะลอการเติบโต 1% จากภาวะสงครามการค้า ก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวถึง 0.5%
ดร.เกียรติพงศ์ระบุอีกว่า จีดีพีของไทยยังคงต่ำกว่าศักยภาพที่ควรจะเป็น จากการคาดการณ์ อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยจะลดลงในปี 2569 เหลือ 2.7% โดยมีปัจจัยมาจากสังคมผู้สูงอายุ ประกอบกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบชั่วครั้งชั่วคราวจะส่งผลให้เกิดการเติบโตในระยะสั้นเท่านั้น ทั้งยังอาจจะเป็นการสร้างภาระในอนาคตจากหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงควรมีการปฏิรูปโครงสร้างเพื่อให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว ผ่านการทำนโยบายที่เจาะจงมากขึ้น ดูแลผู้ยากจนเพิ่มรายได้ฐานภาษี ลดการตรึงราคา ปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือน ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเงิน
ด้านนายคริสเตียน กิฮาดา ตอร์เรส ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสด้านภาคเอกชนธนาคารโลก ชี้ว่า ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้อย่างการวิกฤตโลกเดือด การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี สงครามการค้า ไปจนถึงปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ธุรกิจ SMEs และสตาร์ทอัพเป็นแรงขับเคลื่อนสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง บวกกับเป็นกุญแจที่ไทยสามารถใช้ในการไขประตูไปสู่ทางออกจากกับดักรายได้ปานกลาง โดยสาเหตุหลักที่ทำให้ไทยถูกแช่แข็งอยู่ในสภาวะนี้มาจากการขยายตัวการเติบโตที่เศรษฐกิจที่ชะลอตัว ซึ่งมีปัจจัยสำคัญมาจากผลิตภาพการผลิตของไทย
การส่งเสริมการพัฒนาด้านนวัตกรรมจะช่วยทำให้เกิดการเติบโตทางเศรษฐกิจ ไปพร้อมกับการนำมาสู่แนวทางในแก้ไขปัญหาด้านอื่นๆ ที่ไทยกำลังเผชิญ เช่น ประชากรสูงอายุ การศึกษา และความยั่งยืน พร้อมกับยกตัวอย่างเกาหลีใต้เป็นประเทศกรณีศึกษาที่สามารถก้าวผ่านกับดักรายได้ปานกลางและกลายเป็นประเทศรายได้สูงได้ โดยได้เริ่มจาการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในภาคธุรกิจในช่วงยุค 1960-1970 และมุ่งเน้นกับการพัฒนาด้านนวัตกรรมในช่วงทศวรรษให้หลัง ถือเป็นบทเรียนที่แสดงให้เห็นว่าการดำเนินนโยบายที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาให้เข้ากับบริบทของสังคม และต้องมีรัฐบาลเป็นผู้ผลักดันสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาด้านนวัตกรรมของไทยยังคงตามหลังเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ในขณะที่การพัฒนาสินค้าและบริการใหม่ ตลอดจนการส่งเสริมด้านงานวิจัยและการพัฒนา (R&D) ประสบกับข้อจำกัดมากมาย ซึ่งรวมถึงการขาดการได้รับการสนับสนุนด้านนวัตกรรม แนวคิดการเป็นผู้ประกอบการ ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ นอกจากนั้น ไทยยังมีปัญหาในเรื่องระบบนิเวศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อนวัตกรรมและการประกอบธุรกิจ นับเป็นความท้าทายเร่งด่วนที่ต้องได้รับการแก้ไข ไม่เช่นนั้น ไทยอาจเสี่ยงที่จะตกขบวนจากห่วงโซ่คุณค่าระดับโลก และตามไม่ทันประเทศเพื่อนบ้านที่กำลังเร่งพัฒนานวัตกรรมอย่างรวดเร็ว
นายตอร์เรสเสนอว่า 1.ไทยต้องกระตุ้นให้เกิดบริษัท SMEs ที่ประกอบธุรกิจด้านนวัตกรรม โดยผู้ประกอบการต้องสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุน ขณะที่ FDI ก็สามารถช่วยยกระดับและหนุนนำในเรื่องนี้ได้ 2.ดึงดูดแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศเพื่อลดช่องว่างของการขาดแคลนแรงงานที่มีทักษะสูงในสาขาที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี 3. เสริมสร้างการแข่งขันเพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ และต้องสามารถมั่นใจได้ว่านวัตกรรมที่เกิดขึ้นนั้นมีราคาที่จับต้องได้ 4.สนับสนุนให้ SMEs สามารถเข้าถึงการอุดหนุนด้านนวัตกรรมและการนำเทคโนโลยีมาใช้ในได้โดยตรง ซึ่งในปัจจุบันกลับเป็นมหาวิทยาลัยและศูนย์วิจัยที่ได้รับการสนับสนุนเหล่านี้ 5. สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานในระยะเริ่มต้น เช่น โครงการบ่มเพาะธุรกิจ (incubators) และโครงการเร่งการเติบโตของธุรกิจ (accelerators) และ 6.ส่งเสริมการพัฒนาด้านทักษะดิจิทัลและความคิดสร้างสรรค์แก่ภาคเอกชนด้วย
การแก้ปัญหาเชิงนวัตกรรมจะช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากปัญหากับดักรายได้ปานกลาง อย่างไรก็ดี เรื่องดังกล่าวจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากปราศจากการสนับสนุนเชิงนโยบายอันเป็นรูปธรรมจากรัฐบาล ที่จะนำมาสู่ความยั่งยืนของการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

