สงครามการค้าเดือด! เปิดไทม์ไลน์ ‘มาตรการขึ้นภาษีทรัมป์’
มาตรการเก็บภาษีที่แสนจะดุเดือดและไม่แน่นอนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกเกิดการสั่นคลอนเป็นอย่างมาก โดยตั้งแต่ที่ทรัมป์เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ภายในเวลาไม่ถึง 2 เดือน ทรัมป์ออกมาตรการเก็บภาษีนำเข้าต่อหุ้นส่วนทางการค้าที่สำคัญที่สุดของสหรัฐอย่าง เม็กซิโก แคนาดา และจีน พร้อมกับให้สัญญาว่าจะขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐทั้งหมด
สงครามการค้าเกิดขึ้นตั้งแต่ที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในสมัยแรก แต่ในสมัยที่ 2 นี้ มาตรการขึ้นภาษีของทรัมป์รุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม จนทำให้นักเศรษฐศาสตร์จำนวนมากออกมาแสดงความกังวลว่า เรื่องนี้จะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อผู้ประกอบการและเศรษฐกิจทั่วโลก ทั้งยังจะทำให้ผู้บริโภคเกิดความเดือดร้อนจากราคาสินค้าที่สูงขึ้นอีกด้วย
มาตรการขึ้นภาษี ประกอบกับการตอบโต้ไปมาส่งผลให้ตลาดการเงินเกิดความปั่นป่วนอย่างหนัก สร้างความกังวลให้กับผู้บริโภคและทำให้ผู้ประกอบการไม่กล้าจ้างงาน ไปจนถึงการลงทุนเพิ่มเติมในภาคธุรกิจ โดยมีความเคลื่อนไหวดังนี้
พฤศจิกายน 2024
ทรัมป์คว้าชัยชนะเลือกตั้งทั่วไปของสหรัฐ เขาให้สัญญาว่าจะดำเนินการออกมาตรการขึ้นภาษีในวันแรกที่เขากลับเข้าสู่ทำเนียบขาว
20 มกราคม
ในพิธีสาบานตนของประธานาธิบดีทรัมป์ เขาประกาศว่าจะขึ้นภาษีสินค้าจากการต่างประเทศเพื่อสร้างความมั่งคั่งให้กับชาวสหรัฐ โดยจะออกมาตรการคิดภาษีนำเข้าแคนาดาและเม็กซิโก ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ เป็นตัวเลข 25% พร้อมกับกล่าวว่าจะตั้งแต่หน่วยงานใหม่ที่ชื่อว่า กรมสรรพากรภาษีต่างประเทศ ซึ่งในปัจจุบันหน่วยงานนี้ยังไม่ได้ถูกก่อตั้ง อย่างไรก็ดี ในวันนี้ทรัมป์กล่าวว่ายังไม่มีมาตรการที่จะขึ้นภาษีสินค้ากับจีน
26 มกราคม
ทรัมป์ขู่ที่จะคิดภาษีนำเข้าสินค้าของโคลัมเบียทั้งหมด 25% และจะดำเนินมาตรการอื่นๆ หลังจากที่ประธานาธิบดีกุสตาโว เปโตร ปฏิเสธไม่รับตัวผู้อพยพชาวโคลัมเบียที่ถูกส่งตัวมาโดยกองทัพสหรัฐ ทั้งยังกล่าวด้วยว่าทรัมป์ปฏิบัติต่อผู้อพยพราวกับว่าเขาไม่มีเกียรติและศักดิ์ศรีระหว่างการนำส่งตัวกลับประเทศต้นทาง
ยิ่งไปกว่านั้น เปโตรดำเนินการตอบโต้ด้วยการประกาศมาตรการเก็บภาษีสินค้าสหรัฐ 25% ทว่าในภายหลังก็ยอมจำนนยกเลิกการดำเนินการมาตรการดังกล่าวและยอมรับตัวผู้อพยพทั้งหมด
1 กุมภาพันธ์
ทรัมป์ลงนามคำสั่งมาตรการขึ้นภาษีสินค้าจากเม็กซิโก แคนาดาและจีน โดยจะขึ้นภาษีสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดา 25% และจีน 10% เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ โดยอ้างว่าเป็นการจัดการกับปัญหาผู้อพยพที่ผิดกฎหมาย ไปจนถึงปัญหายาเสพติด โดยมาตรการนี้เป็นผลมาจากการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ เนื่องจากว่าเป็นการขัดต่อข้อตกลงการค้าสหรัฐ-แคนาดา-เม็กซิโก ที่ทำให้เกิดการค้าเสรีในภูมิภาคโดยไม่ต้องมีการเสียภาษี ในขณะเดียวกันทั้งสามประเทศประกาศว่าจะดำเนินการมาตรการตอบโต้กลับไปด้วย
3 กุมภาพันธ์
ทรัมป์ระงับมาตรการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดาเป็นเวลา 30 วัน หลังจากที่ทั้งสอประเทศให้สัญญาว่าจะดำเนินการแก้ไขปัญหาชายแดนและยาเสพติด
4 กุมภาพันธ์
มาตรการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีน 10% มีผลบังคับใช้ ส่งผลให้จีนดำเนินมาตรการตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าจากสหรัฐหลายประเภท ทั้งสินค้าจำพวกถ่านหินและก๊าซธรรมชาติเป็นตัวเลข 15% และขึ้นภาษีน้ำมันดิบ อุปกรณ์การเกษตร รวมถึงรถยนต์ 10% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 10 กุมภาพันธ์ ไปพร้อมกับดำเนินการสืบสวนกูเกิ้ลในเรื่องการผูกขาดด้วย
10 กุมภาพันธ์
ทรัมป์ประกาศว่าจะเก็บภาษีสินค้าประเภทเหล็กและอลูมิเนียม โดยจะยกเลิกมาตรการยกเว้นภาษีประเภทเหล็กปี 2018 ทำให้สินค้านำเข้าประเภทเหล็กทั้งหมดจะถูกเก็บภาษีขั้นต่ำ 25% อีกทั้ง เขายังขึ้นภาษีอลูมิเนียมจาก 10% เป็น 25% และจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 12 มีนาคม
13 กุมภาพันธ์
ทรัมป์ประกาศว่าจะเก็บภาษีนำเข้าให้อยู่ในตัวเลขเดียวกันกับอัตราภาษีที่ประเทศอื่นๆ เรียกเก็บสหรัฐเพื่อความยุติธรรม ทรัมป์เน้นย้ำอีกว่า อินเดียจะไม่ได้รับการยกเว้นในเรื่องมาตรการภาษี พร้อมกันนี้ยุโรปจะเผชิญกับภาษีนำเข้าที่สูงถึง 25%
25 กุมภาพันธ์
ทรัมป์ลงนามออกคำสั่งให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาว่ามีความจำเป็นต้องเรียกเก็บภาษีสินค้าประเภททองแดงเพื่อความมั่นคงของประเทศหรือไม่ โดยอ้างว่าทองแดงเป็นวัสดุสำคัญทางการทหาร โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีชนิดใหม่
1 มีนาคม
ทรัมป์ลงนามออกคำสั่งเพิ่มเติมให้กระทรวงพาณิชย์พิจารณาว่ามีความจำเป็นต้องเรียกเก็บภาษีสินค้าประเภทไม้และไม้แปรรูปเพื่อความมั่นคงของประเภทหรือไม่ โดยอ้างว่าอุตสาหกรรมการก่อสร้างและทางทหารในสหรัฐจำเป็นต้องใช้ไม้จำนวนมาก
4 มีนาคม
มาตรการเก็บภาษีสินค้าจากแคนาดาและเม็กซิโก 25% มีผลบังคับใช้ อย่างไรก็ดี ทรัมป์ตัดสินใจคิดภาษีสินค้าประเภทพลังงานจากแคนาดา 10% ในขณะเดียวกันเขาขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนเพิ่มเป็น 20%
แคนาดา จีนและเม็กซิโกให้คำมั่นว่าจะดำเนินนโยบายตอบโต้ โดยนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโดของแคนาดาประกาศขึ้นภาษีสินค้าจากสหรัฐมูลค่ากว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในเวลา 21 วัน ขณะที่ประธานาธิบดีเคลาเดีย ไชน์บัมของเม็กซิโกระบุว่า เธอจะดำเนินการตอบโต้ด้วยเช่นกัน ส่วนทางด้านจีนก็ขึ้นภาษีสินค้านำเข้าทางการเกษตรของสหรัฐ 15%
5 มีนาคม
ทรัมป์ระงับมาตรการภาษียานยนต์จากเม็กซิโกและแคนาดาเป็นเวลา 1 เดือน หลังจากที่เขาได้พูดคุยกับฟอร์ด เจเนรัลมอเตอร์และสเตลแลนทิส
6 มีนาคม
ทรัมป์ระงับมาตรการขึ้นภาษี 25% สินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดา และเลื่อนออกไปอีก 1 เดือน โดยทรัมป์อ้างว่าเม็กซิโกมีความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาชายแดนและยาเสพติด ขณะที่ประธานาธิบดีไชน์บัมเปิดเผยว่า การหารือระหว่างเธอและประธานาธิบดีทรัมป์ทางโทรศัพท์เป็นไปได้อย่างดี อย่างไรก็ดี ทรัมป์ยังคงจะดำเนินการเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 2 เมษายน
10 มีนาคม
จีนดำเนินมาตรการตอบโต้มาตรการภาษีของทรัมป์ต่อสินค้าจีนที่เพิ่มขึ้นไป 20% ซึ่งได้มีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 4 มีนาคม ด้วยการขึ้นภาษีสินค้าการเกษตรของสหรัฐ รวมถึงไก่ หมู ถั่วเหลืองและเนื้อวัวเป็นตัวเลข 15% โดยความไม่แน่นอนทางการค้าที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นซึ่งได้ร่วงลงอย่างหนัก
12 มีนาคม
ทรัมป์ประกาศว่าจะเก็บภาษีสินค้าประเภทเหล็กและอลูมิเนียมจากแคนาดาเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจาก 25% เป็น 50% กระนั้นก็ดี เขาประกาศยกเลิกมาตรการดังกล่าวไม่นานหลังจากนั้น ในขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปออกมาตรการขึ้นภาษาสินค้าประเภทอุตสาหกรรมและการเกษตรของสหรัฐ เพื่อตอบโต้การที่ทรัมป์ขึ้นภาษีสินค้าประเภทเหล็กและอลูมิเนียมทั้งหมด 25%
โดยมาตรการของสหภาพยุโรปจะครอบคลุมสินค้าจากสหรัฐมูลค่ากว่า 28,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไม่ใช่แค่เหล็กและอลูมิเนียมเท่านั้น แต่รวมถึงสิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงสินค้าการเกษตร นอกจากนั้น รถจักรยานยนต์ เบอร์เบิน เนยถั่วและยีนส์จะได้รับผลกระทบเช่นกัน
14 มีนาคม
ทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไวน์และคอนญักจากยุโรป 200% ซึ่งเป็นการตอบโต้มาตรการเก็บภาษีวิสกี้จากสหรัฐ 50% ที่จะมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน

