หน้าแรก ต่างประเทศ UN เผยโลกเดือ...

UN เผยโลกเดือดปี’24 ทำ ‘น้ำแข็งละลาย-ระดับน้ำทะเล’ พุ่งสูง

19.03.25 | 11:56 น.
(แฟ้มภาพ) AP

UN เผยโลกเดือดปี’24 ทำ ‘น้ำแข็งละลาย-ระดับน้ำทะเล’ พุ่งสูง

องค์การอุตินิยมวิทยาโลก (WMO) แถลงรายงานสภาพอากาศประจำปีเมื่อวันที่ 19 มีนาคมว่า ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่พุ่งสูงทำให้อุณหภูมิโลกในปี 2024 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งเร่งการละลายของธารน้ำแข็ง ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และผลักดันโลกเข้าใกล้เกณฑ์อุณหภูมิโลกร้อนที่มีความสำคัญ

WMO ระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยรายปีในปี 2024 สูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม 1.55 องศาเซลเซียส ซึ่งสูงกว่าสถิติปี 2023 ที่ 0.1 องศาเซลเซียส แม้ว่าประเทศต่างๆ ได้ตกลงในข้อตกลงปารีสปี 2015 ว่าจะพยายามจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิให้ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสจากค่าเฉลี่ยในช่วงปีค.ศ. 1850-1900

การประเมินเบื้องต้นระบุว่า อุณหภูมิเฉลี่ยระยะยาวในปัจจุบันอยู่ระหว่าง 1.34-1.41 องศาเซลเซียส ซึ่งใกล้เคียงกับเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อตกลงปารีสกำหนดและยังไม่เกินเกณฑ์ดังกล่าว

จอห์น เคนเนดี ผู้ประสานงานด้านวิทยาศาสตร์ของ WMO และผู้เขียนหลักของรายงานกล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่ต้องชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนคือ การที่อุณหภูมิสูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสในปีเดียวไม่ได้หมายความว่ามันสูงเกินระดับที่ระบุในข้อตกลงปารีสอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดีความไม่แน่นอนของข้อมูลทำให้ไม่สามารถปฏิเสธหรือตัดความเป็นไปได้ทั้งหมดออกไป

Advertisement

รายงานระบุว่า ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่อาจส่งผลให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นในปีที่แล้ว รวมถึงการเปลี่ยนแปลงในวัฎจักรสุริยะ การปะทุของภูเขาไฟครั้งใหญ่ และการลดลงของละอองลอยที่ทำให้อากาศเย็นลง

แม้ว่าอุณหภูมิในบางพื้นที่จะลดลง แต่สภาพอากาศสุดขั้วก็สร้างหายนะไปทั่วโลก โดยภัยแล้งทำให้เกิดการขาดแคลนอาหาร  น้ำท่วม และไฟป่าที่ทำให้ผู้คนถึง 800,000 คนต้องพลัดถิ่น ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุดตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูลในปี 2008

อุณหภูมิในมหาสมุทรยังทำคงสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และอัตราการอุ่นของน้ำทะเลก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่ความเข้มข้นของคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลให้ระดับความเป็นกรดในมหาสมุทรเพิ่มสูงขึ้นด้วย

ข้อมูลจาก WMO ยังแสดงให้เห็นว่า ธารน้ำแข็งและน้ำแข็งในทะเลยังคงละลายอย่างรวดเร็ว ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ปี 2015-2024 ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเฉลี่ย 4.7 มิลลิเมตรต่อปี เมื่อเทียบกับในช่วงปี 1993-2002 ที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2.1 มิลลิเมตร

เคนเนดียังเตือนถึงผลกระทบในระยะยาวจากการละลายของน้ำแข็งในภูมิภาคอาร์กติกและแอนตาร์กติกาอีกด้วย เพราะการเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคเหล่านี้อาจส่งผลต่อการหมุนเวียนของมหาสมุทรโดยรวม ซึ่งส่งผลต่อสภาพอากาศทั่วโลก เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นที่ขั้วโลกไม่ได้หมายความว่าจะอยู่แค่ที่ขั้วโลกเสมอไป