บิ๊ก ‘บีบีซี’ มอง ‘สื่อ’ ในยุค ‘เฟคนิวส์’ บนโลก ‘อำนาจนิยม’

31.03.17 | 14:06 น.

ฟรานเซสกา อันสเวิร์ธ ผู้อำนวยการภาคภาษาต่างประเทศ (เวิลด์เซอร์วิส) ของบรรษัทกระจายเสียงแห่งอังกฤษ หรือที่รู้จักกันดีทั่วโลกในชื่อย่อ “บีบีซี” เดินทางมาเยือนประเทศไทย เพื่อพบหารือแลกเปลี่ยนและแสวงหาความร่วมมือกับหลายๆ ฝ่าย ตั้งแต่นักวิชาการ นักศึกษา เรื่อยไปจนถึงตัวแทนของรัฐบาล ทั้งยังกรุณาให้เวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับ “มติชน” อย่างเป็นกันเองในหลายเรื่องหลายประเด็น

โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับสื่อในสภาวะแวดล้อม ทั้งในทางการเมือง สังคม และเทคโนโลยี เช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ อันสเวิร์ธคร่ำหวอดอยู่ในองค์กรของบีบีซีมายาวนานถึง 30 ปี ผ่านโลกในยุคที่โทรทัศน์คือสื่อหลักที่ล้ำสมัยที่สุด จนกระทั่งถึงช่วงเวลาหนึ่งที่ยอดผู้ชมของบีบีซีลดน้อยถอยลงมากขึ้นและมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของผู้ชมที่เป็นคนรุ่นใหม่ วัยรุ่นหนุ่ม-สาว ที่ให้เวลากับหน้าจอโทรทัศน์เพียงส่วนเสี้ยวของเวลาที่ใช้ไปบนโลกออนไลน์ โซเชียลมีเดีย และบรรดาสื่อใหม่ต่างๆ

แต่บีบีซีตัดสินใจตั้งแต่เมื่อ 20 ปีก่อนที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ดังกล่าว ด้วยการเปิดเว็บไซต์นำเสนอเนื้อหาในส่วนที่เชื่อว่าผู้ชมของตนต้องการผ่านช่องทางใหม่ๆ เหล่านั้น ด้วยหลักการและจรรยาบรรณที่ยึดถือเป็นหลักมาตั้งแต่แรกเริ่ม คือความเป็นอิสระและเชื่อมั่นในข้อเท็จจริงที่นำเสนอ ทั้งยังยินดีและพร้อมเสมอกับการตรวจสอบ “ที่เหมาะสม” ซึ่งต้องไม่ใช่การ “แทรกแซง”

ซึ่งไม่เพียงทำให้บีบีซียังคงอยู่ แต่ยังได้รับความนิยมเชื่อถือและเป็นพื้นที่หลักในการตรวจสอบความจริง ความเท็จ ในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารที่ไหลบ่าท่วมท้นทุกเวลาทุกนาที อันเป็นบทบาทสำคัญของบีบีซีต่อสังคมในยุคที่ “เฟคนิวส์” แพร่ระบาด ไม่ว่าจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม

อันสเวิร์ธย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับแวดวงสื่อทั้งโลกก็คือ การทำให้ผู้เสพสื่อได้รับรู้และมั่นใจได้ว่าตนเองมีแหล่งนำเสนอข่าวสารที่ไว้วางใจได้ เป็นกลาง และเป็นความจริงให้เลือกเสพรับอยู่

Advertisement

“เฟคนิวส์” ทำให้โลกในยุคปัจจุบันเต็มไปด้วยความเสี่ยงมากพอๆ กับความท้าทาย บีบีซีผ่านประสบการณ์การรณรงค์ “เบร็กซิท” เมื่อปีที่ผ่านมา ในสภาพที่ต้องต่อสู้กับ “ผู้ปล่อยข่าว” จากทั้งสองฝั่งที่พยายามส่งสารหรือแก้ไขรายงานข่าวของบีบีซี เพื่อให้เกิดประโยชน์กับฝ่ายตน สภาพการงัดข้อเป็นไปอย่าง “หนักหน่วง” แต่ในที่สุดก็มีการยอมรับจากนักการเมืองว่าบีบีซี “เป็นอิสระ”

ในทรรศนะของอันสเวิร์ธในหลายๆ ส่วน หลายพื้นที่ของโลก การเกิดขึ้นหรือการก้าวไปสู่การมีรัฐบาล หรือระบอบการปกครองเชิงอำนาจนิยมกำลังเบ่งบาน ภาพสะท้อนเรื่องนี้มีให้เห็นกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นในไทย ฟิลิปปินส์ ข้ามไปที่ตุรกี หรือแม้แต่กระทั่งบางประเทศในภาคพื้นยุโรป หรือในสหภาพยุโรป (อียู) เองที่เสรีภาพในการแสดงออกถูกลิดรอน ซึ่งก่อให้เกิดสภาวะที่ท้าทายอย่างมากต่อสื่อมวลชนทั้งหลาย

“ไทยเองมีวงการสื่อที่มีชีวิตชีวาอย่างมาก มีหนังสือพิมพ์ มีโทรทัศน์มากมายหลายช่อง แต่ในเวลาเดียวกันสื่อก็อยู่ในสภาวะที่ท้าทายอย่างยิ่ง เพราะมีกฎหมายหลายข้อหลายประการที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสื่อที่นี่ กระทบต่อการขยายตัวของสื่อในเมืองไทย กฎหมายบางฉบับอย่างเช่น พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ปี 2559 สามารถถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการจำกัดการทำงานของสื่อได้ ดังนั้น เรื่องเสรีภาพของสื่อในไทยก็ยังคงเป็นประเด็นอยู่”

ฟรานเซสกา อันสเวิร์ธ ยังตั้งข้อสังเกตถึงสถานการณ์เผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายบริหารของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกากับบรรดาสื่อมวลชนกระแสหลักที่ได้รับความนิยมและได้รับการยอมรับที่นั่นว่าเป็นสถานการณ์ที่น่าสนใจอย่างมาก และยิ่งทำให้การให้ความสำคัญกับนิยามของ “เฟคนิวส์” มีความหมายมากขึ้น เช่นเดียวกับความสำคัญของการเป็นอิสระและบทบาทในการนำเสนอข้อเท็จจริงและความเป็นจริงที่ถูกต้องของสื่อมวลชนก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน

“เฟคนิวส์ จำเป็นต้องถูกแยกแยะให้ชัดเจนว่าเป็นข่าวที่ไม่มีพื้นฐานจากความเป็นจริง เป็นข่าวปล่อยเพื่อวัตถุประสงค์ประการใดประการหนึ่ง ไม่ใช่ข่าวที่ผู้เสพเสพข่าวแล้วเชื่อจะหมายถึงว่าข่าวนั้นเป็นข่าวจริงเสมอไป ส่วนข่าวที่ออกมาจากอีกฝ่ายหนึ่งก็ใช่ว่าจะเป็นเท็จเสมอไป”

ยิ่งสังคมสับสน มีข่าวสารสับสน รัฐบาลมีแนวโน้มเป็นอำนาจนิยมมากขึ้นเท่าใด การตรวจสอบ การนำเสนอความเป็นจริงของสื่อมวลชนยิ่งจำเป็นและทวีความสำคัญมากขึ้นเท่านั้น