หน้าแรก ต่างประเทศ มัดรวมวีรกรรม...

มัดรวมวีรกรรม 3 เดือนแรก ‘ทรัมป์’ ระเบียบโลกสะเทือน คะแนนนิยมดิ่ง

22.04.25 | 09:25 น.
Reuters

มัดรวมวีรกรรม 3 เดือนแรก ‘ทรัมป์’ ระเบียบโลกสะเทือน คะแนนนิยมดิ่ง 

วันที่ 21 เมษายน ถือเป็นวันครบรอบไตรมาสแรกที่ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ปฏิบัติหน้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐ ตลอดระยะเวลา 3 เดือน นโยบายของทรัมป์ที่ตั้งอยู่ในหลักการ “อเมริกาต้องมาก่อน” สั่นคลอนระเบียบโลกและค่านิยมสากลที่ไม่ใช่แค่ถูกใช้มาตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 เท่านั้น แต่เป็นค่านิยมที่สหรัฐได้ก่อร่างขึ้นมาเพื่อส่งเสริมอิทธิพลและอำนาจของตนในเวทีระหว่างประเทศ

• มาตรการภาษีสุดโหด

วันที่ 2 เมษายน ถือเป็นวันที่เศรษฐกิจและระบอบการค้าเสรีโลกเกิดแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลสหรัฐประกาศมาตรการภาษีสินค้านำเข้าทุกประเภทกับทุกประเทศ 10% รวมถึงมาตรการภาษีต่างตอบแทน ซึ่งไทยถูกเก็บภาษีสูงถึง 36% โดยทรัมป์กล่าวว่า วันนั้นถือเป็น “วันแห่งการปลดปล่อย” ของสหรัฐที่ถูกประเทศคู่ค้าเอารัดเอาเปรียบมาเป็นเวลานาน ส่งผลให้นานาประเทศเร่งเจรจา พร้อมปรับมาตรการภาษีที่ประเทศของตนเก็บกับสหรัฐ เรียกได้ว่าผู้นำโลกพร้อมง้อพ่อใหญ่อย่างเต็มที่ อย่างเช่นเวียดนาม ซึ่งเศรษฐกิจประเทศพึ่งพาภาคการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ ก็ประกาศว่าจะปรับอัตราภาษีสินค้าสหรัฐเหลือ 0% และจะซื้ออาวุธกับสินค้าจากสหรัฐเพิ่มด้วย

อย่างไรก็ดี จีนยืนกรานแข็งข้อต่อการเก็บภาษีต่างตอบแทนของสหรัฐ โดยได้ดำเนินการตอบโต้ด้วยการขึ้นอัตราภาษีสินค้าจากสหรัฐจาก 84% เป็น 125% หลังจากที่สหรัฐขึ้นภาษีจีนสูงถึง 145% พร้อมกันนี้ คณะผู้แทนถาวรจีนประจำองค์การการค้าโลก (WTO) ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนการกระทำของสหรัฐ อีกทั้ง รัฐบาลจีนยังดำเนินมาตรการจำกัดการนำเข้าภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดเพื่อตอบโต้มาตรการภาษีด้วย

Advertisement

ในขณะเดียวกัน มาตรการภาษีของทรัมป์ส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเกิดความผันผวนอย่างหนัก ทันทีที่ทรัมป์ประกาศมาตรการภาษี ตลาดหุ้นร่วงแรงอย่างต่อเนื่องหลังจากที่นักลงทุนพร้อมกันเทขายหุ้น อันเป็นผลมาจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ไม่ใช่แค่ภายนอกสหรัฐเท่านั้น ความเสี่ยงในเรื่องเฟ้อ ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ภาวะเศรษฐกิจถดถอยและปัญหาการว่างงานก็เพิ่มสูงขึ้นภายในประเทศเองด้วย

เหตุการณ์นี้ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทรัมป์ยอมจำนนและตัดสินใจระงับมาตรการภาษีนำเข้าสินค้ากับประเทศที่ไม่ตอบโต้เป็นเวลา 90 วัน หลังจากนั้น หุ้นสหรัฐก็พุ่งสูงขึ้นทันที แต่รัฐบาลทรัมป์ก็ต้องเผชิญกับคดีความทางกฎหมาย โดยองค์กร Liberty Justice Center ซึ่งเป็นตัวแทนธุรกิจขนาดเล็กภายในสหรัฐ 5 แห่งที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ยื่นฟ้องรัฐบาล โดยกล่าวว่าการกำหนดมาตรการภาษีของทรัมป์ถือเป็นการใช้อำนาจโดยมิชอบ ซึ่งรัฐบัญญัติว่าด้วยอำนาจทางเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ที่ถูกอ้างนั้น ไม่ได้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้ามาในสหรัฐทุกประเภทแต่อย่างใด ทั้งยังเป็นการก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อแคลิฟอร์เนียและสหรัฐเองด้วย

• นโยบายผู้อพยพ

การจัดการกับผู้อพยพที่เข้ามาในสหรัฐอย่างผิดกฎหมายเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของรัฐบาล ตั้งแต่ที่ทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดี มีการเนรเทศผู้อพยพอย่างต่อเนื่อง โดยทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งบริหารเพิ่มอำนาจให้
สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐอเมริกา (ICE) สามารถจับกุมและคุมขังผู้อพยพที่เข้าสหรัฐมาอย่างผิดกฎหมาย

พร้อมกันนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ชายแดนสหรัฐ-เม็กซิโก เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อพยพสามารถเข้ามาได้ ข้อมูลเมื่อเดือนมกราคมระบุว่า เจ้าหน้าที่จำนวน 1,500 รายถูกสั่งการให้ไปประจำการที่ชายแดนตอนใต้ของสหรัฐ เพื่อสนับสนุนเจ้าหน้าที่ประการอยู่แล้วจำนวน 2,500 ราย คิดเป็นตัวเลขกองกำลังที่เพิ่มขึ้นถึง 60% และมีการสร้างกำแพงในตอนใต้ของรัฐเท็กซัสพื่อการนี้ด้วย

นอกจากนั้น รัฐบาลทรัมป์ได้ยกเลิกแอปพลิเคชัน CBP One ที่ผู้อพยพใช้ลงทะเบียนเพื่อเข้าประเทศ โดยมีรายงานว่าตั้งแต่ที่แอปพลิเคชันดังกล่าวถูกยกเลิก มีผู้อพยพราว 30,000 คนติดค้างอยู่ที่เม็กซิโก โดยประชาชนทั้งหมดนี้เป็นผู้ที่ทำการลงทะเบียนไว้แล้วทั้งสิ้น ในขณะเดียวกัน มีผู้อพยพประมาณ 270,000 คนที่กำลังรอลงทะเบียนด้วย

การเพิกถอนวีซ่าสำหรับนักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ ก็เป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญในการควบคุมชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในสหรัฐ ที่ขณะนี้ได้มีการไล่ยกเลิกวีซ่าและสถานะคนเข้าเมืองที่ถูกต้องตามกฎหมายกับนักศึกษาหรือผู้ที่เพิ่งจบการศึกษาไปแล้วมากกว่า 1,000 คน ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้ให้เหตุผลที่ชัดเจนแต่อย่างใด ทุบทำลายสถานะของสหรัฐในฐานะแหล่งเรียนรู้สำคัญของโลกทิ้งแบบไม่ใยดี

• ปฏิรูปภาครัฐ

หลังจากที่ทรัมป์เข้าพิธีสาบานตน เขาเซ็นคำสั่งตั้งกระทรวงประสิทธิภาพรัฐบาล (DOGE) เป็นคณะทำงานที่ปรึกษาของรัฐบาลโดยมี นายอีลอน มัสก์ มหาเศรษฐีและซีอีโอของเอ็กส์และเทสลา เป็นผู้นำ มีภารกิจสำคัญคือการปฏิรูปภาครัฐและลดขนาดหน่วยงานที่ไม่จำเป็นเพื่อจำกัดการใช้งบประมาณ โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลกลางปลดเจ้าหน้าที่มากกว่า 9,500 คนจากหลายหน่วยงาน รวมถึงหน่วยงานอุทยานแห่งชาติและกระทรวงพลังงานด้วย

ขณะที่นโยบายต่างประเทศของสหรัฐที่ให้ความสำคัญกับการให้ความช่วยเหลือต่างชาติ โดยมีนัยแอบแฝงเพื่ออุดหนุนอำนาจนำของตน เป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับนโยบายอเมริกาต้องมาก่อน ซึ่งทรัมป์ได้วิจารณ์มาเสมอว่าการให้ความช่วยเหลือนี้เหมือนเป็นการใช้เงินภาษีประชาชนอย่างสิ้นเปลือง และได้ออกคำสั่งระงับเงินช่วยเหลือต่างประเทศทั้งหมด

ด้วยเหตุนี้ องค์กรเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐ (USAID) จึงถูกพลิกโฉมใหม่ เจ้าหน้าที่จำนวนมากถูกปลดออกจากตำแหน่งหรือถูกพักงาน ล่าสุด เมื่อเดือนมีนาคม นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐ เปิดเผยว่า โครงการของ USAID ถูกตัดออกจำนวน 5,200 โครงการ จากทั้งหมด 6,200 โครงการ เหลืออยู่เพียง 18% เท่านั้น

ทรัมป์ยังได้ลงคำสั่งฝ่ายบริหารลดการทำงานของสำนักงานสื่อสารมวลชนระดับโลกของสหรัฐ (USAGM) องค์กรแม่ของสำนักข่าว Voice of America (VOA), Radio Free Europe, Radio Free Asia และ Radio Marti โดยเงินสนับสนุนจากรัฐบาลกลางนั้นถูกยกเลิกทั้งหมด ทำให้เจ้าหน้าที่ทั้งองค์กรถูกสั่งพักงานในทันทีด้วย

กระทรวงศึกษาธิการสหรัฐก็ไม่ได้รอดพ้นจากน้ำมือของทรัมป์แต่อย่างใด โดยเขาได้ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อปูทางยุบกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้การบริหารการศึกษาขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการแต่ละรัฐ ซึ่งทางทำเนียบขาวได้ให้เหตุผลว่า จากการที่คะแนนค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง รวมถึงทักษะการอ่านเขียนและคณิตศาสตร์ที่ไม่มีประสิทธิภาพ แสดงให้เห็นว่าการมีกระทรวงศึกษาธิการอยู่นั้นถือเป็นการใช้งบประมาณกลางอย่างสิ้นเปลือง

ในเวลาเดียวกัน หนึ่งในนโยบายด้านการศึกษาของทรัมป์คือการลดงบประมาณสนับสนุนการศึกษาระดับอุดมศึกษาของประเทศ มีการระงับหรือเรียกคืนเงินอุดหนุนมหาวิทยาลัยดังอย่างโคลัมเบียและฮาร์วาร์ด ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ ที่ไม่ยินยอมดำเนินมาตรการควบคุมการประท้วงของนักศึกษา โดยอ้างว่าเป็นมาตรการจัดการกับการต่อต้านชาวยิว

• สวนทางกระแสโลกลดโลกร้อน

สภาพอากาศที่แปรปวน ภัยแล้งและภัยพิบัติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวิกฤตสำคัญที่โลกกำลังเผชิญ โดยความท้าทายนี้ไม่สามารถแก้ไขได้โดยประเทศเดียว แต่ต้องอาศัยกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ

ความตกลงปารีสเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกือบ 200 ประเทศ ได้ให้คำมั่นว่าจะร่วมกันควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียสและจำกัดไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสเมื่อเทียบกับยุคอุตสาหกรรม แต่ทรัมป์ประกาศว่าจะถอนตัวออกจากความตกลงดังกล่าวเป็นรอบที่ 2 โดยอ้างว่า ข้กตกลงนี้ไม่สอดคล้องกับค่านิยมของสหรัฐ ตลอดจนการบรรลุเป้าหมายด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ทั้งยังถือเป็นภาระที่ไม่เป็นธรรมของสหรัฐจากภาษีที่ประชาชนต้องจ่าย

แม้ว่าพลังงานถ่านหินขัดต่อความพยายามของประชาคมโลกในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ขั้นบรรยากาศ ท่ามกลางโลกที่ส่งเสริมให้ใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ล่าสุดเมื่อเดือนต้นเมษายน ทรัมป์ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมถ่านหินในสหรัฐ เพื่อให้คนงานเหมืองสามารถกลับมาทำงานให้อีกครั้ง หลังจากที่ผู้คนหันไปใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมมากขึ้น

• สงครามกาซา – ยูเครน

ระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ทรัมป์ให้สัญญาว่าจะยุติสงครามที่เกิดขึ้นในกาซา พร้อมกล่าวว่าเขาต้องการเห็นสงครามสิ้นสุดลง หลังจากที่เขาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เขาประกาศกร้าวผ่านบัญชีโชเซียลส่วนตัวว่า หากฮามาสยังคงจับตัวประกันไว้อยู่ จะต้องเจอกับนรกบนดิน การนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลทรัมป์ยังคงให้การสนับสนุนอิสราเอลเหมือนกับรัฐบาลสหรัฐอื่นๆ ที่ผ่านมา

สำหรับสงครามยูเครน การพบหารือตัวต่อตัวระหว่างทรัมป์และ ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ที่ล่มไม่เป็นท่า ถือเป็นการล้มเหลวทางการทูตครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ อย่างไรก็ดี เมื่อวันที่ 17 เมษายน รัฐบาลสหรัฐและยูเครนได้ลงนามบันทึกข้อตกลง ซึ่งถือเป็นการก้าวแรกในการบรรลุข้อตกลงแร่หากยากแล้ว ขณะที่ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐ กล่าวว่า การลงนามจะเกิดขึ้นในวันที่ 25 เมษายน ทั้งนี้ รัสเซียจะยังคงยืนยันว่า ยูเครนจะต้องไม่เข้าเป็นสมาชิกองค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) แต่เซเลนสกียืนยันว่า การเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของนาโตคือการรับประกันความมั่นคงของยูเครน

แกลลัปโพลระบุว่า จากผลสำรวจคะแนนนิยมไตรมาสแรกของทรัมป์ที่ทำขึ้นในช่วงวันที่ 1-14 เมษายน อยู่ที่ 44% โดยชาวสหรัฐ 53% ไม่พอใจกับการทำงานของรัฐบาล ในช่วงที่ผ่านมา เราได้เห็นประชาชนจำนวนมากลงถนนประท้วงนโยบายของทรัมป์ทั่วสหรัฐด้วย

ความปั่นป่วนวุ่นวายที่ได้เห็นมาจากแค่ 3 เดือนแรกของทรัมป์2.0 เท่านั้น เขาจะสามารถกู้คะแนนนิยมกลับมาได้ หรือจะถูกจดจำในฐานะประธานาธิบดีผู้ทำให้ความน่าเชื่อถือของสหรัฐล่มสลายในเวทีโลก ต้องรอดูกันต่อไปด้วยใจระทึก