จับตาทิศทางคริสตจักร ผ่านการเลือกโป๊ปพระองค์ใหม่ ในสภาวะไร้ตัวเต็ง
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าหลังจากเสร็จสิ้นพิธีศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเข้าสู่การประชุมเลือกตั้งพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ ที่เรียกว่า Conclave โดยพระคาร์ดินัลที่มีอายุน้อยกว่า 80 ปีเท่านั้น ที่จะมีสิทธิ์เข้าร่วมในการเลือกตั้งพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ครั้งนี้ โดยคาดว่าจะมีพระคาร์ดินัลมากกว่า 130 รูปที่จะเข้าร่วมการลงคะแนนเสียงเลือกพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ในการประชุมลับที่จัดขึ้น ณ โบสถ์น้อยซิสทีน
โดยปกติแล้วจะมีการจัดช่วงไว้ทุกข์ 15 วันก่อนเริ่มต้นการประชุมลับเพื่อเลือกพระสันตะปาปา แต่ในปี 2013 สมเด็จพระสันตะปาปาเบเนดิกต์ได้แก้ไขธรรมนูญให้สามารถประชุมลับดังกล่าวได้เร็วขึ้นหากพระคาร์ดินัล พร้อมแต่ช้าที่สุดไม่เกิน 20 วัน จนถึงขณะนี้ยังไม่มีมีการกำหนดวันสำหรับการประชุมลับเพื่อเลือกพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ อย่างไรก็ดีการประชุมดังกล่าวต้องเริ่มขึ้นภายในวันที่ 10 พฤษภาคม หลังเสร็จสิ้นพิธีพระศพของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสเมื่อวันที่ 26 เมษายน
ขณะนี้พระคาร์ดินัลจากทั่วโลกที่เดินทางมายังกรุงโรมจะเข้าร่วมการประชุมใหญ่ทั่วไปตลอดสัปดาห์นี้ เพื่อประเมินกันและกัน พร้อมทั้งหารือถึงเรื่องต่างๆ ของศาสนาจักรและวางแนวทางเกี่ยวกับคุณลักษณะที่พระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ควรมี
กระนั้นก็ดีด้วยแนวทางที่ถือเป็นมรดกของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสในช่วง 12 ปีที่พระองค์เป็นผู้นำคริสตจักรโรมันคาทอลิก ที่ถือได้ว่าเป็นการปฏิวัติการดำเนินการของศาสนจักรที่ถูกมองว่ามีจุดยืนในแนวทางอนุรักษ์นิยมมาตลอด ไปเป็นการทำให้คริสตจักรเปิดกว้างและเปิดรับผู้คนมากขึ้น ซึ่งสำหรับกลุ่มหัวก้าวหน้าถือเป็นการหวนคืนสู่พันธกิจแห่งพระวรสาร ที่เน้นการดูแลคนยากจนและมอบอาหารกับผู้ที่หิวโหย ขณะที่กลุ่มอนุรักษ์นิยมมองว่าสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสได้สร้างความสับสน จากการเปิดช่องให้มีการผ่อนปรนในประเด็นที่มีความร้อนแรง อาทิ การแต่งงานและรักร่วมเพศ
ด้วยเหตุนี้ พระคาร์ดินัลจึงต้องเผชิญกับการตัดสินใจที่สำคัญเมื่อเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งว่า คริสตจักรควรเลือกใครสักคนที่สืบสานแนวทางของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส โดยเน้นไปที่ผู้ถูกละเลยทอดทิ้งดั่งที่พระเยซูทรงทำ หรือควรปรับทิศทางใหม่เพื่อฟื้นฟูความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หลังการปฏิรูปอันสุดโต่งของพระสันตะปาปาฟรานซิสได้ทำให้บางฝ่ายไม่พอใจ
แม้สื่อต่างๆ จะมีการคาดเดารายชื่อของผู้ที่มีโอกาสจะได้เป็นสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่ไปแล้ว แต่อัลแบร์โต เมลโลนี นักประวัติศาสตร์คริสตจักรกล่าวว่า “พวกเขาแทบจะไม่รู้จักกันเลย” โดยเมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา เพิ่งมีการแต่งตั้งพระคาร์ดินัลชุดสุดท้ายในยุคสมัยของพระสันตะปาปาฟรานซิส ที่ได้เพิ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งใหม่ 20 คนเข้าสู่คอนเคลฟ พระคาร์ดินัลเหล่านี้มาจากแอลจีเรีย อาร์เจนตินา และออสเตรเลีย และจากพื้นที่อื่นๆ ของโลก และอาจเพิ่งพบกันในวันที่พวกเขาได้รับการแต่งตั้งนั่นเอง
เนื่องจากพระคาร์ดินัลส่วนใหญ่ไม่ค่อยรู้จักกันดีนัก จึงยังไม่มีใครที่ดูเหมือนจะได้เสียงสนับสนุนอย่างมั่นคงเพียงพอ นั่นหมายความว่า อาจต้องใช้การลงคะแนนหลายรอบ กว่าจะได้เสียงข้างมากสองในสามที่จะถือเป็นการได้รับความเห็นชอบสำหรับสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่จากที่ประชุมลับ
มาร์โก โปลิตี ผู้ติดตามข่าววาติกันมาอย่างยาวนานกล่าว โดยมีหนังสือเล่มใหม่ชื่อ The Unfinished ซึ่งพูดถึงงานของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสที่ยังทำไม่เสร็จ กล่าวว่า คุณจะไม่เห็นผู้ท้าชิงตัวเต็งในตอนนี้ เพราะการจะเป็นตัวเต็งได้นั้น คุณต้องมีเสียงสนับสนุนอยู่เบื้องหลังแล้วจำนวนหนึ่ง
ด้วยเหตุผลดังกล่าวทำให้ผู้มีอิทธิพลเบื้องหลังคาดว่าจะมีบทบาทสำคัญต่อการเลือกตั้งสมเด็จพระสันตะปาปาพระองค์ใหม่
เมลโลนีกล่าวว่า พระคาร์ดินัลไม่ควรกลัวหากการประชุมเลือกตั้งลากยาว แม้ว่าจะทำให้สาธารณชนเห็นภาพความแตกแยกผ่านควันดำที่ลอยขึ้นวันแล้ววันเล่า ซึ่งเป็นสัญญาณว่ายังไม่มีฉันทามติ
“แน่นอนว่าคริสตจักรมีความแตกแยก ปัญหาคือการหาผู้นำที่สามารถรวมใจ ไม่ใช่แกล้งทำเป็นว่าคริสตจักรไม่ได้แตกแยก” เมลโลนีกล่าว
การขาดแคลนตัวเต็งในครั้งนี้ ทำให้ “ผู้ชี้ขาด” หรือ “Kingmakers” มีบทบาทสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยผู้ชี้ขาดคือผู้ทรงอิทธิพลที่อาจไม่ได้ถูกพิจารณาว่ามีโอกาสเป็นพระสันตะปาปาด้วยตนเอง แต่สามารถรวบรวมคะแนนเสียงจากพระคาร์ดินัลคนอื่นๆ ให้เป็นไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งได้ พระคาร์ดินัลที่ถูกมองว่าสามารถแสดงบทบาทเหล่านี้ได้คือ พระคาร์ดินัลทิโมธี โดแลน จากนิวยอร์ก พระคาร์ดินัลไรน์ฮาร์ด มาร์กซ์ จากเยอรมนี และพระคาร์ดินัลฟริดอลิน อัมบองโก เบซุงงู จากคองโก อาร์คบิชอปแห่งกินชาซา ซึ่งเป็นประธานการประชุมพระสังฆราชแห่งแอฟริกา
โปลิตีย้ำว่า แม้ว่าพระคาร์ดินัล 108 รูปที่ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระสันตปาปาฟรานซิสจะเป็นพระคาร์ดินัลที่มีอายุถึงเกณฑ์ในการร่วมลงคะแนนลับเพื่อเลือกผู้นำคริสตจักรพระองค์ใหม่ แต่พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องยึดถือหรือปฏิบัติตามแนวทางที่อดีตพระสันตะปาปาผู้ล่วงลับวางไว้ด้วยเช่นกัน
ดังนั้นคริสตศาสนิกชนทั่วโลกคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไป จนกว่าที่จะได้เห็น “ควันสีขาว” พวยพุ่งออกจากปล่องไฟของโบสถ์ซิสทีน พร้อมกับคำประกาศ “Habemus Papam” ที่ระเบียงกลางมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ต่อฝูงชนในจัตุรัสเซนต์ปีเตอร์ ซึ่งเป็นภาษาละตินที่แปลว่า “เรามีพระสันตะปาปาแล้ว” นั่นเอง

