มูดี้ส์ ปรับลดแนวโน้มความน่าเชื่อถือของไทยเป็น ‘เชิงลบ’ ผลจากภาษีทรัมป์
เมื่อวันที่ 29 เมษายน บริษัท มูดี้ส์ เรทติ้งส์ ออกมาประกาศปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทย สู่ระดับ “เชิงลบ” จากเดิมที่ระดับ “มีเสถียรภาพ” แต่ยังคงอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้สกุลเงินบาทแบบไม่มีหลักประกันของไทย ที่ระดับ Baa1 และคงอันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะสั้นสกุลเงินต่างประเทศของไทย ที่ระดับ P-2
ทั้งนี้ มูดี้ส์ระบุว่า การปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทย สู่ระดับ “เชิงลบ” สะท้อนความเสี่ยงที่ว่า ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจและทางการคลังของไทยจะอ่อนแอลง โดยส่วนหนึ่งเกิดจากมาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของสหรัฐ และความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเก็บภาษีเพิ่มเติม หลังจากช่วงระงับการบังคับใช้มาตรการภาษีเป็นเวลา 90 วัน
ภาวะช็อกดังกล่าวทำให้การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของไทยที่ซบเซาอยู่แล้วเลวร้ายลงไปอีก และมีความเสี่ยงที่จะทำให้การเติบโตที่มีศักยภาพของประเทศลดลงตามแนวโน้มแรงกดดันด้านลบ ต่อการเติบโตของไทย ที่เพิ่มความเสี่ยงที่สถานะทางการคลังของรัฐบาลจะอ่อนแอลงอีก หลังจากอ่อนแอลงมาตังแต่การระบาดใหญ่ของโรค
รายงานของมุดี้ ระบุว่า การคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ Baa1 ได้สะท้อนถึงสถาบันและระบบธรรมาภิบาลของไทยที่มีความแข็งแกร่ง ความสามารถในการชำระหนี้ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง และสถานะด้านต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ซึ่งรวมถึงการมีทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศในระดับสูง
อย่างไรก็ดี การที่แนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยอยู่ที่ระดับ “เชิงลบ” บ่งชี้ว่า มีความเป็นไปได้น้อยที่จะมีการปรับเพิ่มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยในระยะสั้น และอาจมีการปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือ หากความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของไทยได้ถูกบั่นทอนลง หรือหากภาระหนี้ของรัฐบาลเพิ่มสูงขึ้น
นอกจากนี้ มูดี้ส์ยังได้ปรับลดประมาณการการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ที่แท้จริงของไทยในปี 2568 เหลือเพียง 2% จากเดิมที่คาดการณ์เมื่อ 6 เดือนก่อนที่ระดับ 2.9%

ทั้งนี้ หลังจากมีการเปิดเผยรายงานของมุดีส์ นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชนได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กถึงเรื่องดังกล่าว โดยระบุว่า การปรับดังกล่าวถือเป็นเหมือนนาฬิกาปลุกชั้นดี ที่จะทำให้รัฐบาลหันมาจริงจังรับมือกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่จะตกต่ำจากสงครามการค้า
โดยเนื้อหาทั้งหมด มีดังนี้
“มูดี้ส์ บริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้ง ปรับแนวโน้มเรตติ้งไทยจาก “Stable” เป็น “Negative” ยังคงอันดับเรตติ้งที่ Baa1
เหตุผลสำคัญคือผลจากการขึ้นภาษีของสหรัฐ ที่จะซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำอยู่แล้วให้แย่ลงอีก เนื่องจากไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐค่อนข้างสูง และความเสี่ยงจะยิ่งทำให้ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจต่ำลง ผลของการเติบโตที่ต่ำ (คาดการณ์ 2%) จะยิ่งทำให้ฐานะทางการคลังที่แย่อยู่แล้วให้แย่ลงไปอีก
ถือเป็น “wake up call” หรือนาฬิกาปลุกชั้นดีที่จะทำให้รัฐบาลหันมาจริงจังเสียทีกับการรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่จะตกต่ำจากสงครามการค้า
ถ้าไม่อยากให้ฐานะทางการคลังแย่ลง อย่าเพิ่งแจกเงินดิจิทัล วอลเล็ต เก็บกระสุนไว้ยิงเมื่อยามจำเป็น ลดการกู้เงินได้ ลดหนี้สาธารณะได้อีกนะคะ”

