ดร.สุรเกียรติ์ ขึ้นเวทีที่ออสเตรเลีย นำทีม APRC ถกปัญหาพม่า แนะวิถีการทูตแหวกแนว หนทางคืนสู่สันติภาพ
วันที่ 30 เมษายน 2568 ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เดินทางเยือนกรุงแคนเบอรา ประเทศออสเตรเลีย โดยแสดงปาฐกถาพิเศษเรื่อง “เมียนมาปี 2025 : โอกาสสำหรับสันติภาพที่ยั่งยืนในเวทีระดับภูมิภาคและระดับโลก” เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขความขัดแย้งในเมียนมาอย่างเป็นรูปธรรม ปาฐกถาที่ยิ่งใหญ่ครั้งนี้ จัดโดยศูนย์วิจัยเมียนมาร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย (ANU) โดยการสนับสนุนของกระทรวงการต่างประเทศและการค้าออสเตรเลีย ณ หอประชุม Ian Wark, Shine Dome
นอกจากนั้น บนเวทียังได้รับเกียรติจาก สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศและผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสมัยนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน มาร่วมให้มุมมองที่มีประโยชน์ด้านบทบาทอาเซียนต่อสถานการณ์ในเมียนมา
ปาฐกถาครั้งนี้ถือเป็นการเปิดมุมมองใหม่ด้านการทูตสันติภาพในเมียนมา รวมถึงบทบาทของไทยและออสเตรเลียที่มีต่อการช่วยเหลือรัฐและสังคมเมียนมา สำหรับกลุ่มคณะทำงานในประเทศไทยและอาเซียนที่มุ่งพัฒนางานสันติภาพในเมียนมา ก็มีอยู่หลากหลายกลุ่ม ทั้งกลุ่มเครือข่ายของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปรึกษาประธานอาเซียนแบบไม่เป็นทางการ ตลอดจนกลุ่มนักการทูต นักการทหารและนักประชาสังคมอีกจำนวนหนึ่งที่รวมตัวกันในระดับภูมิภาค หากแต่กลุ่มที่น่าจับตามองยิ่งในห้วงเวลานี้คงหนีไม่พ้น คณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชีย หรือ Asian Peace and Reconciliation Council (APRC) ซึ่งมี ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เป็นประธานแห่งคณะมนตรี และมี สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่
APRC ถือเป็นคณะทำงานที่เดินหน้าเรื่องสันติภาพในเอเชียมาต่อเนื่อง รวมถึงในเมียนมาด้วย องค์คณะทำงานประกอบด้วยอดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างๆจากหลากหลายประเทศ เช่น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์และติมอร์เลสเต
ล่าสุดได้ ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นักวิชาการด้านการเมืองเมียนมาผู้โด่งดัง และรองศาสตราจารย์สาขาเอเชียศึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้เข้ามาช่วยงาน ดร.สุรเกียรติ์ โดยรับตำแหน่งที่ปรึกษาด้านกิจการเมียนมาและเอเชียประจำ APRC และน่าจะเป็นบุคคลที่ช่วยสานสัมพันธ์ระหว่าง APRC กับมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย โดยเฉพาะการนำนักวิชาการออสเตรเลียด้านเมียนมาและไทยศึกษาจำนวนหนึ่ง (ตลอดจนตัวแทนฝ่ายการเมืองของเมียนมาร์ที่ประจำการอยู่ในออสเตรเลีย) เข้ามาพบปะกับ ดร.สุรเกียรติ์ และ ท่านทูตสีหศักดิ์ ที่แคนเบอรา

สำหรับงานปาฐกถาของ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย เริ่มการปาฐกถาด้วยการไล่เรียงถึงต้นเหตุสำคัญที่เป็นรากเหง้าของความขัดแย้งในเมียนมาร์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1948 หลังเมียนมาได้รับเอกราชจากอังกฤษ โดยกล่าวถึงสามปัจจัยหลัก คือ
1.เมียนมาประกอบไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์และชนกลุ่มน้อยมากมายกว่าร้อยกลุ่ม โดยกลุ่มสำคัญมี 8 กลุ่มชาติพันธุ์ ได้แก่ เมียนมา คะฉิ่น คะยา กะเหรี่ยง ฉิ่น มอญ ยะไข่ และไทยใหญ่ ดังนั้น เมียนมาจึงมีความหลากหลายทั้งทางเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม ความคิดและวิถีชีวิต
ข้อเท็จจริงนี้ทำให้สังคมเมียนมามีรอยแยก (fault lines) มากมาย และมากกว่ารอยแยกทางกายภาพของแผ่นดินเมียนมา ที่เป็นสาเหตุของแผ่นดินไหวครั้งร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่ได้คร่าชีวิต ทำลายล้างโบราณสถาน อาคารบ้านเรือน และสิ่งปลูกสร้างสำคัญของเมียนมา สร้างความเสียหายที่น่าสังเวชใจอย่างรุนแรงที่สุด
2.กองทัพของเมียนมายึดมั่นในความเชื่อของตนว่า เป็นเสาหลักเดียวในการค้ำจุนเสถียรภาพและเอกภาพของเมียนมา เป็นสถาบันเดียวที่สามารถคุ้มครองชาติให้อยู่รอดปลอดภัยในทุกสถานการณ์
3.สังคมเมียนมาโหยหาประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง รัฐประหารโดยกองทัพเมียนมา เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.2021 นำมาซึ่งการสิ้นสุดของการพัฒนาประชาธิปไตยในเมียนมาที่เกิดขึ้นและพัฒนามาในระดับหนึ่งในช่วงก่อนหน้านี้อย่างกระทันหัน ผลักไสให้กลุ่มเยาวชนและพลังคนรุ่นใหม่ที่นิยมประชาธิปไตยก่อกระแสต่อต้านกองทัพและจับอาวุธขึ้นสู้กับกองทัพในนามของ “กองกำลังพิทักษ์ประชาชน” (People’s Defense Force)
ขณะเดียวกัน รัฐประหารครั้งนี้ เป็นปัจจัยนำให้กลุ่มการเมืองฝ่ายประชาธิปไตยนำโดย นางออง ซาน ซูจี และพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (NLD) และกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธต่างๆ พร้อมใจกันจัดตั้งแนวร่วมการเมืองเพื่อต่อสู้กับรัฐบาลทหาร โดยได้ร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (National Unity Government-NUG)
ความซับซ้อนและรากเหง้าของปัญหาในเมียนมาร์นี้เอง ทำให้ความพยายามในการสร้างสันติภาพที่เที่ยงแท้และยั่งยืนในเมียนมา จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องคำนึงถึงปัญหาทุกด้าน ที่เป็นรากเหง้าของความขัดแย้งและการต่อสู้อันยาวนาน ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่เมียนมาได้รับเอกราช
ต่อมา ดร.สุรเกียรติ์ ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับอาเซียน โดยเห็นว่าวิกฤติในเมียนมาร์ถือเป็นบททดสอบสำหรับอาเซียน โดยเฉพาะประเด็นความน่าเชื่อถือของอาเซียน และเป้าประสงค์หลักที่อาเซียนยึดถือมาตลอดในการแก้ไขปัญหาระหว่างประเทศ ได้แก่ เรื่อง ASEAN Centrality ความท้าทายเช่นว่านี้ ทำให้หลักการพื้นฐานของอาเซียนว่าด้วยการไม่แทรกแซงกิจการภายใน (non-interference) ของรัฐสมาชิก แม้จะยังคงต้องรักษาเอาไว้ แต่ก็จำเป็นต้องถูกใช้ไปในหนทางที่ยืดหยุ่น เนื่องจากสถานการณ์ในเมียนมามีผลกระทบต่อภูมิภาคอย่างกว้างขวางและลุ่มลึก
ฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน (Five-point consensus of ASEAN) จึงเกิดขึ้นตามวัตถุประสงค์ข้างต้น ทว่า การปฏิบัติตามฉันทามตินี้มีความคืบหน้าน้อยมาก ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดความต่อเนื่องของประธานอาเซียนและผู้แทนพิเศษของประธานอาเซียน ซึ่งหมุนเวียนกันคราวละหนึ่งปี
จนกระทั่งถึงวาระที่ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย ดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนคนปัจจุบัน ถือเป็นครั้งแรกที่ผู้นำสูงสุดของประเทศที่เป็นประธานอาเซียน ได้ออกมาแสดงบทบาทเชิงรุกต่อสถานการณ์ในเมียนมา และแสวงหาแนวทางในการจัดการเจรจาเพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการลดลดความรุนแรงและโอกาสในการเจรจาเพื่อลดความขัดแย้ง
ภายใต้บทบาทเชิงรุกนี้ อาเซียนได้เรียกร้องให้คู่ขัดแย้งทุกฝ่ายในวิกฤติเมียนมาร์หยุดยิง และเปิดโอกาสให้มีการส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากภายนอกเพื่อช่วยบรรเทาทุกข์ให้กับชาวเมียนมาร์ที่ประสบเคราะห์กรรมจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งล่าสุด
นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ประธานอาเซียนคนปัจจุบัน ยังได้สำรวจและใช้ทุกลู่ทางในการเกี่ยวพันอย่างสร้างสรรค์กับทุกคู่ขัดแย้งในวิกฤติเมียนมาร์ ซึ่งรวมถึงการจัดให้มีการพบปะ ระหว่างประธานอาเซียน กับพลเอกอาวุโสมิน อ่อง ไหล่ ที่กรุงเทพฯ และการหารือกับนายกรัฐมนตรีรัฐบาล NUG จากกรุงเทพฯ ผ่านการประชุมทางไกลแบบออนไลน์ด้วย

ส่วนในกรณีของจีนนั้น กล่าวได้ว่า จีนมีผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งในเมียนมา เนื่องจากเมียนมาเป็นประตูให้จีนออกสู่อ่าวเบงกอลในมหาสมุทรอินเดีย ผ่านโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของจีนในการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกที่เมืองเจ้าผิวก์ รัฐยะไข่ และการวางท่อส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติส่งไปใช้ที่มณฑลยูนนานของจีน
ด้วยความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของเมียนมาต่อจีนดังกล่าว รวมถึงการที่เมียนมาสำคัญต่อจีน ในเรื่องความมั่นคงชายแดนเมียนมา-จีน ทางการจีนจึงได้เข้ามีบทบาทเป็นคนกลางในการเจรจากลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ MINDAA และ TNLA กับรัฐบาลทหาร ด้วยเหตุผลเพื่อการป้องกันชายแดนและรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ รักษาผลประโยชน์ในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของจีนที่ท่าเรือน้ำลึกในรัฐยะไข่ รักษาความปลอดภัยให้กับท่อน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ส่งไปยังจีน รักษาแหล่งแร่หายาก (Rare Earth) ที่จีนใช้ประโยชน์จากแหล่งในเมียนมากว่าร้อยละ 57 ของแร่หายากที่จีนนำเข้าไปแปรรูปจากต่างประเทศทั้งหมด
นอกจากนั้น จีนยังใช้โอกาสนี้ ทำลายขบวนการอาชญากรรมในพื้นที่ชายแดนเมียนมา-จีนในคราวเดียวกัน เนื่องจากชาวจีนจำนวนมากตกเป็นเหยื่อ และยังมีผลกระทบกับภาพลักษณ์ระหว่างประเทศของจีนด้วย
การดำเนินการเช่นว่านี้ หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จีนจะต้องให้การสนับสนุนกับรัฐบาลทหารเมียนมา และให้การสนับสนุนอยู่เบื้องหลังแผนของ พล.อ.อาวุโสมิน อ่อง ลาย ที่จะจัดการเลือกตั้งทั่วไปในเมียนมาร์ขึ้นด้วยความหวังว่า การเลือกตั้งทั่วไปครั้งนี้ อย่างน้อยที่สุดจะสามารถนำมาซึ่ง “เสี้ยวหนึ่งของสันติภาพ” (partial peace) ที่อาจจะสามารถนำไปต่อยอดกระบวนการสันติภาพในเมียนมาร์ในอนาคตได้ต่อไป
จากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ดร.สุรเกียรติ์ ให้ทรรศนะเพิ่มเติมว่าทางออกสำหรับเมียนมาต้องอาศัยการทูตวิถีที่แหวกแนวแต่สร้างสรรค์ (constructive and innovative) ต้องคิดนอกกรอบ ด้วยความเชื่อที่ว่า เมื่อดวงดาวโคจรมาสัมพันธ์กัน ทุกฝ่ายควรจะสามารถรับรู้และไขว่คว้าโอกาสบันดาลให้เกิดทางออกที่เหมาะสม
เชื่อได้ว่าปี 2025 จะเป็นปีที่สำคัญสำหรับสันติภาพในเมียนมา เป็นปีที่ทุกฝ่ายจะร่วมกันกำหนด อนาคตของเมียนมาไปตามสภาพของข้อเท็จจริงแห่งประเทศนี้
ข้อเท็จจริงที่ว่านี้ ได้แก่ ประการแรก การเอาชนะกันด้วยกำลังทางทหารเป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากการเผชิญหน้าด้วยกำลังทหารยังดำเนินต่อไป เคราะห์กรรมย่อมหนีไม่พ้นที่จะตกอยู่กับประชาชนชาวเมียนมา
ประการที่สอง รัฐบาลทหารเมียนมาไม่ควรเพ้อฝันไปว่า การเลือกตั้งทั่วไปที่จะสามารถจัดขึ้นโดยพลการ โดยปราศจากการพูดจาหารือกับคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายที่ทั่วถึง (inclusive dialogue) จะสามารถนำไปสู่สันติภาพได้ ในทางกลับกัน มีแต่จะนำไปสู้ความรุนแรงที่โหดร้ายขึ้น ขยายความเป็นศัตรูคู่อาฆาต และรังแต่จะทำให้ประเทศชาติแตกแยกออกเป็นเสี่ยง ๆ ในที่สุด
อย่างไรก็ดี ความพร้อมของทุกฝ่ายที่จะเกี่ยวพันกับรัฐบาลทหารเมียนมา จะต้องไม่ถูกทึกทักไปว่า เป็นความตั้งใจที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลทหาร พึงระลึกเสมอว่า การติดต่อสัมพันธ์กันนั้น มิใช่เส้นทางสัญจรทางเดียว แต่เป็นเสมือนเส้นทางที่สามารถวิ่งไปมาหาสู่กันได้
สำหรับฝ่ายต่อต้าน เราเชื่อได้ว่า กองกำลังเหล่านี้คงจะต่อสู้ในสมรภูมิต่อไป และจะกระชับอำนาจในพื้นที่ที่ตนสามารถครอบครอง แม้กระนั้น ในทางการเมืองไม่อาจเลี่ยงได้เลยที่ฝ่ายต่อต้านทุกกลุ่มจะต้องประสานงานกัน ร่วมกันวางยุทธศาสตร์ และกำหนดแนวทางปฏิบัติที่เป็นไปได้ เพื่อนำไปสู่จุดเริ่มต้นของกระบวนการเจรจา ฝ่ายต่อต้านจึงไม่ควรรีบร้อนที่จะปฏิเสธการเลือกตั้ง แต่ควรที่จะพิจารณาผลดีผลเสีย และมีข้อต่อรองอันจะสามารถนำไปสู่เป้าหมายที่สามารถยอมรับกันได้ทุกฝ่าย
ประการที่สาม คู่ขัดแย้งทุกฝ่ายควรตระหนักว่าสันติภาพคือเป้าหมายสูงสุด ดังนั้น การเลือกตั้ง อาจเป็นโอกาสนำไปสู่การเจรจาที่ครอบคลุมทั่วถึงระหว่างคู่ขัดแย้งทุกฝ่าย ซึ่งแน่นอนว่า ทุกฝ่ายจะต้องมีเจตนารมณ์ทางการเมืองร่วมกัน
หากปราศจากความพยายามที่จะมุ่งสู่การเจรจาและการปรองดอง ความก้าวหน้าที่จะนำไปสู่สันติภาพ ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้
ก่อนการเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องมีการเจรจา และต้องเข้าใจว่า การเลือกตั้งไม่ใช่จุดจบของวิกฤติการเมืองในเมียนมาร์ ด้วยเหตุที่ว่า การเมืองเมียนมาร์มีความซับซ้อนและปัญหาต่าง ๆ ล้วนหยั่งรากลึก การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นเป็นเพียงย่างก้าวสำคัญประการหนึ่ง ในกระบวนการเปลี่ยนผ่านเมียนมา ซึ่งจะต้องอาศัยกระบวนการเจรจาอีกมากมาย เพื่อประมวลปัญหาที่ซับซ้อนเพื่อกำหนดอนาคตของประเทศ อันจะนำมาซึ่งความเป็นประชาธิปไตยที่สามารถตอบโจทย์ความหวังของประชาชนเมียนมา ความหวังของชนกลุ่มน้อย ซึ่งสิ่งเช่นว่านี้ ไม่เคยเกิดขึ้นเลยในเมียนมาร์นับตั้งแต่ได้รับเอกราช
ประการที่สี่ ประเทศภายนอก ไม่ว่าจะเป็นอาเซียน จีน อินเดีย ประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมาอื่นๆ มิตรประเทศ รวมทั้งออสเตรเลีย จำเป็นต้องมีท่าทีร่วมกัน และจะต้องร่วมกันในการเกี่ยวพันอย่างแข็งขันกับเมียนมาร์ กระตุ้น โน้มน้าว และช่วย “สะกิด” คู่ขัดแย้งให้ร่วมกันกำหนดวิถีการการเจรจาและการสร้างกระบวนการสันติภาพ ที่สำคัญคือ ประเทศฝ่ายตะวันตกควรเข้าใจความซับซ้อนของวิกฤติในเมียนมา และช่วยร่วมมือในการผลักดันให้เกิดการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง มิใช่แต่เพียงการเรียกร้องให้เมียนมา กลับสู่ความเป็นประชาธิปไตยเพียงลำพัง
ในช่วงท้ายของปาฐกถา ดร.สุรเกียรติ์ ได้เน้นย้ำว่ากระบวนการสันติภาพในเมียนมา เป็นเรื่องที่เมียนมาจะต้องเป็นผู้ริเริ่มและเป็นกิจการของเมียนมาร์เอง (Myanmar-led and Myanmar-owned) เราในฐานะบุคคลภายนอกมีเพียงความปรารถนาดี ที่จะเห็นการยุติความขัดแย้งทั้งปวงและให้ชาวเมียนมาหลุดพ้นจากเคราะห์กรรมและความทุกข์ยาก ความปรารถนาดังว่านี้ จึงจำเป็นอยู่เองที่เราต้องร่วมกันและลงมือลงแรง ต้องทำงานด้วยกัน ประสานงานเคียงบ่าเคียงไหล่ และระดมกำลังเพื่อช่วยเมียนมาอย่างจริงใจ
ในส่วนของคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองเอเชีย หรือ The Asian Peace and Reconciliation Council (APRC) เราได้พยายามอย่างแข็งขันเสมอผ่าน Track-two diplomacy เราทำงานเงียบ ๆ อยู่หลังฉาก พยายามหยั่งท่าที และสำรวจความเป็นไปได้ทุกหนทาง เพิ่มเติมจากความพยายาม ผ่านช่องทางการทูตที่เป็นทางการ เพื่อค้นหาเส้นทางที่จะนำไปสู่สันติภาพในเมียนมา
ที่ผ่านมาเราสามารถเปิดช่องทางในการพูดจาหารือที่สร้างสรรค์กับผู้นำทหารเมียนมาในกรุงเนปยีดอ ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องฝ่ายต่างๆ ของเมียนมา และเราจะดำเนินความพยายามต่อไปเพื่อสร้างสันติภาพที่แท้จริงและยั่งยืนให้เกิดขึ้นในเมียนมาในท้ายที่สุด
นับว่าปาฐกถาของ ดร.สุรเกียรติ์ ที่มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากผู้ฟังซึ่งประกอบด้วยคณาจารย์ นักการทูตและนักศึกษาจากหลากหลายประเทศ การเยือนแคนเบอราของ ดร.สุรเกียรติ์ และท่านสีหศักดิ์ พร้อมคณะผู้ติดตามในครั้งนี้ ยังได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแคนเบอร์รา และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครซิดนีย์
รวมถึงเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะได้เห็นการประสานเชื่อมโยงพลังระหว่างไทยกับออสเตรเลียเพื่อร่วมแก้ไขสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาร์ โดยมีคณะมนตรีเพื่อสันติภาพและความปรองดองแห่งเอเชียกับมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลียเป็นแกนขับเคลื่อนหลัก


