‘ทรัมป์-สตาร์เมอร์’ ปลื้มปิดดีลการค้า คงเก็บภาษี 10% ขู่ชาติอื่นเจอเก็บสูงกว่านี้แน่
เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม ตามเวลาท้องถิ่น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ และเซอร์เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ ประกาศข้อตกลงการค้าแบบทวิภาคีอย่างจำกัด ซึ่งยังคงเก็บภาษีนำเข้า 10% ของทรัมป์กับสินค้าส่งออกจากอังกฤษไว้เช่นเดิม โดยมีการขยายการเข้าถึงด้านการเกษตรของทั้งสองประเทศเล็กน้อย และมีการลดการเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากอังกฤษที่เดิมสูงจนเป็นอุปสรรค
ข้อตกลงดังกล่าวถือเป็นข้อตกลงการค้าทวิภาคีฉบับแรกของสหรัฐกับประเทศอื่นๆ หลังจากที่รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าถ้วนหน้าและภาษีต่างตอบแทน โดยมีการระบุว่าจะมีการลงนามในข้อตกลงการค้าอีกหลายสิบฉบับ ที่ทรัมป์คาดว่าจะบรรลุความตกลงกันได้ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้านี้ ที่มีเป้าหมายเพื่อลดการขาดดุลการค้าสินค้าของสหรัฐมูลค่า 1.2 ล้านล้านดอลลาร์
ทรัมป์กล่าวชื่นชมข้อตกลงดังกล่าวในห้องทำงานรูปไข่ โดยสตาร์เมอร์เข้าร่วมผ่านโทรศัพท์ที่เปิดสปีกเกอร์ ขณะที่สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐ และจามีสัน เกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ ออกเดินทางไปยังสวิตเซอร์แลนด์เพื่อเริ่มการเจรจากับผู้เจรจาจีนที่กำหนดจะมีขึ้นในวันที่ 10 พฤษภาคมนี้
ทรัมป์ปฎิเสธที่จะมองว่าข้อตกลงกับอังกฤษเป็นต้นแบบของการเจรจาการค้าอื่นๆ โดยกล่าวว่าอังกฤษได้ข้อตกลงที่ดี แต่คู่ค้าอื่นๆ อีกหลายรายอาจต้องเสียภาษีนำเข้าขั้นสุดท้ายที่สูงขึ้นมาก เนื่องจากพวกเขาได้ดุลการค้าจากสหรัฐจำนวนมาก
“มันเปิดตลาดขนาดมหาศาลให้กับเรา พร้อมระบุว่าเขาไม่เคยตระหนักมาก่อนถึงข้อจำกัดที่บริษัทอเมริกันต้องเผชิญในการทำธุรกิจในอังกฤษ” ทรัมป์กล่าว
ขณะที่สตาร์เมอร์กล่าวว่า นี่เป็นวันประวัติศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมมาก โดยชี้ว่าการประกาศข้อตกลงนี้เกิดขึ้นเกือบตรงกับช่วงเวลาเดียวกันเมื่อ 80 ปีก่อน ที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในยุโรปสิ้นสุดลง ข้อตกลงนี้จะช่วยส่งเสริมการค้าระหว่างสองประเทศ ไม่เพียงแต่ปกป้องตำแหน่งงาน แต่ยังจะสร้างงานใหม่ และเปิดทางให้กับตลาดมากยิ่งขึ้น
ผู้นำทั้งสองต่างยกย่องข้อตกลงนี้ว่าเป็น “ข้อตกลงแห่งความก้าวหน้า” โดยระบุว่าภาษีเฉลี่ยที่อังกฤษเก็บจากสินค้าสหรัฐจะลดลงจาก 5.1% เหลือ 1.8% แต่สหรัฐจะยังคงเก็บภาษี 10% ต่อสินค้านำเข้าจากอังกฤษต่อไป
ทรัมป์ยังแนะประเทศอื่น ๆ ที่ต้องการทำข้อตกลงกับสหรัฐว่า อาจต้องเผชิญกับอัตราภาษีนำเข้าที่สูงกว่านี้ เพราะ 10% ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำ ประเทศอื่นๆ จะต้องเจอกับภาษีที่สูงกว่านี้ เนื่องจากสหรัฐขาดดุลการค้ากับประเทศเหล่านั้น และในหลายกรณี พวกเขาไม่ได้ปฏิบัติต่อเราดีเท่าที่ควร แม้ว่ารายละเอียดบางประการของข้อตกลงระหว่างสองประเทศจะยังไม่สิ้นสุด แต่ทรัมป์ยืนยันว่า ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ทุกอย่างจะลงตัวอย่างชัดเจนแน่นอน
ภายใต้ข้อตกลงนี้ อังกฤษตกลงที่จะซื้อเนื้อวัวและเอทานอลจากสหรัฐเพิ่มขึ้น และจะปรับกระบวนการศุลกากรให้รวดเร็วและราบรื่นยิ่งขึ้นสำหรับสินค้าที่มาจากสหรัฐ
ทรัมป์ยังกล่าวชื่นชมอนาคตของเศรษฐกิจสหรัฐ แม้จะมีสัญญาณน่ากังวลเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและเงินเฟ้อที่อาจกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวอเมริกันส่วนใหญ่และนำไปสู่การเลิกจ้างงาน
ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า ประชาชนควรลงทุนในตลาดหุ้น เพราะเศรษฐกิจสหรัฐกำลังจะพุ่งขึ้นเหมือนจรวด แม้จะมีรายงานว่าจำนวนเรือสินค้าที่เข้ามาจอดในสหรัฐลดลง และบริษัทต่างๆ เตือนว่าราคาสินค้าอาจเพิ่มขึ้นหากยังคงมีการเก็บภาษีนำเข้า
“เรือสินค้าที่มาจากจีนน้อยลงหมายถึงเราขาดทุนน้อยลงจากดุลการค้า” ทรัมป์กล่าว
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับคำเตือนของบริษัทต่างๆ ที่ระบุว่าต้องขึ้นราคาสินค้าเพราะภาษี ทรัมป์ตอบว่า “ผมคิดว่าพวกเขาพูดแบบนั้นเพื่อกดดันให้ได้ข้อตกลงกับผม” และยังเสนอว่าเขาอาจเก็บภาษีนำเข้า 100% กับของเล่น Mattel หากบริษัทไม่ย้ายโรงงานกลับมาที่สหรัฐ
ทรัมป์ยังคงยืนยันว่า “แทบไม่มีเงินเฟ้อเลย” แม้ว่าดัชนีชี้วัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ใช้จะเพิ่มขึ้นที่อัตรา 2.3% ต่อปี ซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของเฟดเล็กน้อย
ทรัมป์ยังกล่าวว่านายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดควรลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยอ้างว่า พาวเวลล์ไม่ยอมลดดอกเบี้ยเพราะ “เขาไม่รักผม” ขณะที่พาวเวลล์เตือนระหว่างการแถลงข่าวหนึ่งวันก่อนหน้านี้ว่า ภาษีนำเข้ากำลังก่อให้เกิดความไม่แน่นอน และเฟดยังสามารถรอข้อมูลเพิ่มเติมก่อนที่จะตัดสินใจดำเนินการใดๆ ในเรื่องนโยบายทางการเงิน
ข้อตกลงการค้าแรกของทรัมป์ยังส่งผลให้ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทพุ่งขึ้น ดัชนี S&P 500 พุ่งขึ้น 0.6% ถือเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งที่ 11 ในช่วง 13 วันที่ผ่านมา ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์เพิ่มขึ้น 0.6% และดัชนี Nasdaq เพิ่มขึ้น 1.1%

