นักวิเคราะห์คาด ‘อดิดาส-พูม่า’ อาจขึ้นราคาสินค้าในสหรัฐ ตามรอยไนกี้
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า อดิดาสและพูม่า แบรนด์ผลิตอุปกรณ์กีฬาชื่อดังสัญชาติเยอรมัน อาจปรับขึ้นราคารองเท้าวิ่งและชุดกีฬาในสหรัฐตามรอยไนกี้ที่มีการประกาศขึ้นราคาสินค้าไปก่อนหน้านี้ ตามความเห็นของนักวิเคราะห์และนักลงทุน เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม จากผลกระทบจากภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าของสหรัฐ
ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคมที่ผ่านมา ไนกี้ได้ประกาศขึ้นราคาสินค้า โดยรองเท้าที่มีราคาสูงกว่า 150 ดอลลาร์สหรัฐ หรือ 4,894 บาท จะมีการปรับราคาเพิ่มขึ้นอีก 10 ดอลลาร์ หรือ 326 บาท มีผลตั้งแต่สัปดาห์หน้าเป็นต้นไป ขณะที่ยังคงราคาสินค้าที่มีราคาต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ หรือ 3,262 บาท
นายโรเบิร์ต ครานโควสกี นักวิเคราะห์สินค้ากีฬาของธนาคาร UBS กล่าวว่าการที่ไนกี้ประกาศขึ้นราคาสินค้าถือเป็นช่วงเวลาที่ทั้งอดิดาสและพูม่ารอคอย หลังทั้ง 2 บริษัทบอกว่าพวกเขาจะไม่ประกาศขึ้นราคาก่อนเป็นแบรนด์แรก แต่จะรอดูว่าบริษัทคู่แข่งจะทำอย่างไร ดังนั้น เราอาจเห็นทั้งอดิดาสและพูม่าประกาศขึ้นราคาตามไนกี้ เพราะปัญหาที่พวกเขาเผชิญคือปัญหาของทั้งอุตสาหกรรม ไม่ใช่แค่เฉพาะไนกี้แบรนด์เดียว
การขึ้นราคาสินค้ากีฬาเป็นผลกระทบจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐประกาศจัดเก็บภาษีศุลกากรแก่สินค้านำเข้าทั้งหมด 10% ขณะที่สินค้านำเข้าจากจีนจะถูกคิดภาษีศุลกากร 30% และสินค้านำเข้าจากเวียดนามถูกสหรัฐเรียกเก็บภาษีศุลกากร 46% โดยเวียดนามถือเป็นแหล่งผลิตรองเท้าและเสื้อผ้ากีฬาแห่งใหญ่ของโลก
พูม่าได้มีการพูดคุยกับพันธมิตรในสหรัฐ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม แต่ยังไม่มีการประกาศว่าจะปรับขึ้นราคาสินค้าของตัวเองหรือไม่อย่างไร ส่วนอดิดาสยังไม่ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับแผนการปรับขึ้นราคาสินค้า
นายเฟเดริโก โบริน นักวิเคราะห์จาก Janus Henderson ให้ความเห็นว่าแบรนด์อื่นๆ จะขึ้นราคาสินค้ามากแค่ไหนนั้นจะขึ้นอยู่กับการประเมินว่าลูกค้าในสหรัฐพร้อมที่จะจ่ายเพิ่มมากแค่ไหน และขึ้นอยู่กับรองเท้าของพวกเขามีความต้องการในตลาดมากแค่ไหน เช่น อดิดาสที่มียอดขายสินค้าเพิ่มขึ้นจากรุ่นแซมบ้าและกาเซล อาจขึ้นราคาสินค้าได้ง่าย แต่กับพูม่าอาจไม่สามารถขึ้นราคาสินค้าได้มากเท่ากับอดิดาส เพราะมียอดขายในสหรัฐที่น้อยกว่า
แบรนด์สินค้ากีฬาอื่นๆ ก็เล็งที่จะขึ้นราคาสินค้าตามแบบไนกี้เช่นกัน อาทิ On แบรนด์รองเท้าวิ่งชื่อดังมีแผนที่จะขึ้นราคาสินค้าบางส่วนในสหรัฐในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยให้เหตุผลว่ามาจากความมุ่งมั่นของ On ที่จะเป็นแบรนด์กีฬาที่พรีเมียมที่สุดของโลก โดยไม่ได้พูดถึงเรื่องภาษีศุลกากรของสหรัฐ

