สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า รายงานการประชุมครั้งล่าสุดระหว่างวันที่ 14-15 มีนาคม ของกองทุนสำรองแห่งรัฐหรือธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 5 เมษายน ระบุว่า เจ้าหน้าที่เฟดได้ส่งสัญญาณว่าอาจมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย โดยยกเลิกการอัดฉีดจากช่วงเวลาหลังเกิดวิกฤตที่ใช้เงิน 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ สร้างพอร์ตการลงทุนขึ้นมาเพื่อช่วยกระตุ้นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ในการประชุมครั้งล่าสุด คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (เอฟโอเอ็มซี) ระบุว่า ยังคงเห็น “ความไม่แน่นอนอย่างมีนัยสำคัญ” เกี่ยวกับผลกระทบของความเป็นไปได้ที่จะมีมาตรการกระตุ้นทางการคลังของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
รายงานในการประชุมครั้งนั้นที่บรรดาผู้กำหนดนโยบายของเฟดลงมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็น 0.75-1.00 เปอร์เซ็นต์ เพื่อรองรับอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น ระบุว่า ด้วยอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังดำเนินต่อไป และการค่อยๆ ปรับเพิ่มดอกเบี้ย ทำให้เอฟโอเอ็มซีเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านงบดุล “มีแนวโน้มที่เหมาะสมในการนำมาใช้ในช่วงปลายปีนี้”
อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้กำหนดนโยบายยังมีความเห็นต่างเรื่องอัตราเร็วในการชะลอหรือยกเลิกการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและตราสารหนี้ที่ลงทุนในสินเชื่อที่อยู่อาศัย
วันเดียวกัน ข่าวระบุว่านายเจฟฟรีย์ แลคเกอร์ ประธานเฟดสาขาริชมอนด์วัย 61 ปียื่นใบลาออกอย่างปัจจุบันทันด่วน จากเรื่องที่เขามีส่วนในการรั่วไหลของข้อมูลเรื่องนโยบายการเงินที่เป็นความลับ และตกเป็นเป้าหมายในการสอบสวนของสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐ (เอฟบีไอ) ขณะที่ในวันที่ 5 เมษายน นายแดเนียล ทารัลโล หนึ่งในสมาชิกสภาผู้ว่าการ (บอร์ด) ของเฟดก้าวลงจากตำแหน่งเช่นกัน ทำให้รัฐบาลของนายทรัมป์ต้องเร่งหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งสำคัญที่ว่างลงพร้อมกัน

