ดุลยภาค จี้ทวิภาคีเบรก ‘กัมพูชา’ ปลุกชาตินิยม-เคลมเกินเบอร์ – ยันไทยยืนพื้นหลัก ‘เจรจา’
เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ที่ห้อง ศศ.201 คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จัดโครงการ ‘ศิลป์เสวนา’ หัวข้อ “ช่องบก–ตาเมือน: ข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา บนกระดานการเมืองและเวทีศาลโลก”
ร่วมนำเสวนาโดย ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ Center for Southeast Asian Studies, Kyoto University, รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช สาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดำเนินรายการโดย นายพงศธัช สุขพงษ์ ผู้ดำเนินรายการทันโลก กับ Thai PBS และ นายสฏฐภูมิ บุญมา อาจารย์พิเศษสาขาวิชาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า ตนมองว่าการขยับโยกของกัมพูชาในการฟ้องศาลโลกครั้งนี้ เป็นแค่เรื่องการเมืองภายใน เพื่อทำให้ ‘ระบอบฮุน มาเนต’ ได้รับกระแสนิยมเพียงอย่างเดียว หรือมีเป้าหมายสูงสุดมากกว่านั้น อาทิ การทำให้รัฐกัมพูชาได้อาณาเขตเพิ่ม ผ่านการผนวกหรือการชิงดินแดน ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เราคิดว่ามันจะเป็นแบบไหน
“ข้อโต้แย้ง (Argument) ของผม คือ ทั้ง 2 อย่าง นั่นคือ การเมืองภายในกัมพูชา กับ การเมืองระหว่างประเทศ โดยใช้ลัทธิชาตินิยม แล้วมองเพื่อนบ้าน เช่น ไทย หรือ เวียดนาม เป็นศัตรูในบางจังหวะโอกาส เพราะว่าตลอดวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์สมัยใหม่ ก็เป็นสิ่งที่มีน้ำหนัก เป็นสิ่งที่เห็นได้ แต่การจะเอาดินแดนหรือการเคลมดินแดน ก็เป็นสไตล์การต่อสู้ของผู้นำ รัฐ และสังคมกัมพูชาด้วย” รศ.ดร.ดุลยภาคชี้
รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า ตนค้นพบหลักฐานนิดหนึ่งก็โพสต์ที่เฟซบุ๊กตอนเช้า อยากจะบอกทุกท่านว่า เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นช่วงที่สอดคล้องกับการเกิดเหตุการณ์ระทึก ความตึงเครียด แล้วในดโพสต์ของฮุน มาเนต มีถ้อยคำหนึ่งพูดว่า ‘กัมพูชาพร้อมจะปกป้อง territorial identity อัตลักษณ์เชิงอนาเขต หรือ อัตลักษณ์ดินแดน’
“เราจะเคยได้ยินแต่คำว่า บูรณภาพแห่งดินแดน หรือ การปกป้องอธิปไตยดินแดนแห่งรัฐ แต่คำว่า ‘territorial identity’ เราไม่ค่อยจะได้ยินกันสักเท่าไหร่ แปลเป็นภาษาไทย คือ กัมพูชาจะต้องให้ความสำคัญกับประเทศตน ทำให้ได้ดินแดนเพิ่ม มีพลังเพิ่ม ประชากรมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากขึ้น
แต่ข้อเสีย คือ ทำให้มองเพื่อนบ้านเป็นศัตรู ทำให้เกิดสงคราม และความตึงเครียดระหว่างประเทศ รวมถึงเรื่องลัทธิหวาดระแวงชาวต่างชาติด้วย ซึ่งฮุน มาเนต ใช้คำนี้บนเฟซบุ๊ก
แล้วถ้าเราประมวลเหตุการณ์ประกอบ เราก็จะเห็นว่า ในสมัยรัฐบาลฮุน มาเนต ดำเนินกิจกรรมการเคลมทางวัฒนธรรมกัมพูชา มันเข้มข้นมาก ในเรื่องของประสาทหิน ชุมชนเขมร การใช้ภาษาเขมร ซึ่งถ้าอยู่ในดินแดนประเทศไทย กัมพูชาก็เคลม
รวมถึง มีการปฏิบัติการทางวัฒนธรรม แม้กระทั่งกฎหมายระหว่างประเทศ การตรึงกำลังทางการทหาร หรืออื่นๆ ผสมผสานกันไป เพื่อให้ได้พลังอำนาจอัตลักษณ์เชิงอาณาเขต
ผมโพสต์เฟซบุ๊กในตอนเช้า ถึงข้อสังเกตถึงโพสต์ของท่านฮุน มาเนต เรื่อง territorial identity แล้วผมคิดว่าประเทศไทยต้องจับคอนเซ็ปต์ตรงนี้ให้ได้ เพื่อนำไปตอบโต้ หรือ ศึกษาเพิ่มเติม เพราะมันเป็นผลดีต่อชาตินิยมกัมพูชา แต่มันเป็นผลเสียต่อสันติภาพในอาเซียน หรือ ความสัมพันธ์ในทวิภาคี” รศ.ดร.ดุลยภาคระบุ
เมื่อถามว่า การที่อ้างแบบนี้บนสื่อออนไลน์ มันจะนำไปสู่อะไรได้บ้าง?
รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า ถ้าเราดูประชาชาติกัมพูชา ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เพราะว่ามันเข้าไปทัช (Touch) ไปแมชท์กับชาตินิยมกัมพูชาอยู่แล้ว ความรู้สึกเป็นเจ้าข้าวเจ้าของปราสาทหิน ศิลปวัฒนธรรมต่างๆ คือ เคลมตั้งแต่ในระดับพื้นที่ จนไปถึงศึกชิงมรดกทางวัฒนธรรม
“เราจะเห็นกองเชียร์ทางกัมพูชาอยู่แล้ว จริงๆแล้วอย่าว่าแต่ช่วงฮุน มาเนตเลย แต่ว่าตั้งแต่ช่วงฮุน เซน หรือก่อนหน้านั้นมันก็มีกระแสแบบนี้เป็นระลอก แต่ในมุมกลับถ้าประเทศใช้คอนเซ็ปต์นี้ ไปบรรยายเพิ่มเติมว่า มันไม่น่าจะโอเคในด้านการรักษาสันติภาพ หรือ การใช้ความอดทนอดกลั้น ในการเคารพเขา-เคารพเรา ในการอยู่ร่วมกันโดยสันติต่อเพื่อนบ้าน คอนเซ็ปต์นี้ไม่น่าจะโอเค
ถ้าแบบนั้น ก็น่าจะมีแรงกระเพื่อมอยู่บ้างในการให้ชุมชนระหว่างประเทศ ตักเตือนฮุน มาเนต ตักเตือนผู้นำกัมพูชา หรือ ประชาชนกัมพูชา ในการลดทอนหรือการเคลมดินแดนที่มากจนเกินไป ผมว่าเรื่องนี้สำคัญถ้าเราจะ Turn Back ไปสู่การพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ระบบแบบนี้ของ ฮุน มาเนต ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพียงแต่สังคมในทุกวันนี้ก็ไม่ค่อยมีใครเขาทำกันมาก ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในลักษณะนี้” รศ.ดร.ดุลยภาคกล่าว
รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมา ก็จะมีศึกสงครามที่โซมาเลียบุกชิงดินแดนเอธิโอเปีย หรือ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ เคลื่อนทัพไปผนวกบางดินแดน ที่มีคนเยอรมัน หรือ อารยธรรมเยอรมันก่อรูปอยู่ในเชโกสโลวาเกีย หรือประเทศรัสเซียไปชิงดินแดน หรือ ไปทำสงครามต่างๆ ในพื้นที่ที่มีคนรัสเซียอาศัยอยู่ ละผนวกภูมิภาคดอนบัสของยูเครนอยู่ มันก็จะมองได้ว่า ลัทธิการขยายอาณาเขตการชิงดินแดน
“เพียงแต่ว่าของกัมพูชา มันเกิดในอุษาคเนย์ ณ วันนี้ ผมไม่เห็นรัฐใดในอุษาคเนย์ ที่ทำในเลเวล (Level) เดียวกับที่กัมพูชาทำ และแม้ว่ากัมพูชาจะไม่ได้รุกรานทางทหารขนานใหญ่ แต่ว่ากัมพูชาใช้เรื่องอัตลักษณ์เชิงอาณาเขตเหล่านี้ เข้าไปเคลมทางวัฒนธรรม ไปเปิดศึกด้านกฎหมายระหว่างประเทศ และมีการยั่วยุทางการทหารต่อทหารไทยในระดับต่ำ หรือ ระดับกลางด้วย ซึ่งผมก็คิดว่า ควรถูกยับยั้งไว้บ้างในภูมิภาคนี้” รศ.ดร.ดุลยภาคชี้
เมื่อถามว่า กลไกอะไรบ้างที่จะช่วยยับยั้งความเคลื่อนไหวเหล่านี้ของกัมพูชาได้บ้าง?
รศ.ดร.ดุลยภาค กล่าวว่า ฝ่ายประเทศไทยกำลังยืนพื้นมา คือ ใช้กลไกในการปรึกษาหารือแบบทวิภาคีที่มีอยู่ คือ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Commission – JBC) ซึ่งจะมารประชุมในวันที่ 14 มิถุนายนนี้ และยังมี คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee-RBC) และ ความร่วมมือภายใต้กรอบคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) ซึ่งจะเป็นกลไกลในการแก้ไขปัญหาเขตแดน หรือ ชายแดนทั้ง 2 ประเทศ
“การประชุมนี้ ก็จะมีตัวของหน่วยงานภาครัฐ ฝ่ายความมั่นคงของทั้ง 2 ปะเทศ ที่เข้าไปร่วมพูดคุย ประชุมกัน ส่วนเรื่องรายละเอียดต่างๆ ก็จะเป็นเรื่องทางเทคนิคบ้าง ซึ่งฝ่ายไทยก็ยืนพื้นในการแก้ไขปัญหาแบบทวิภาคี โดยใช้กลไกเหล่านี้
แต่ฝั่งกัมพูชาก็เล่นเกมเร็วด้วยการ Bypass กลไกเหล่านี้ ซึ่งเขาก็พร้อมจะคุย แต่คุยในประเด็นที่กัมพูชาสบายใจเท่านั้น แล้วประเด็นที่ฝ่ายไทยไม่สบายใจ เขาก็ไม่อยากจะมาถกเถียง เขาจับประเด็นมัดสู่ศาลโลกไปเลย นั่นคือเรื่องของการที่กัมพูชาอยากจะปรับแนวเขตแดน เพื่อจะชิงขยายอาณาเขต ในเรื่องปราสาทตาเมือน กับ ช่องบก หรือสามเหลี่ยมมรกต” รศ.ดร.ดุลยภาคชี้


