คอลัมน์ โกลบอลโฟกัส: เคมีอำมหิตที่ซีเรีย

8.04.17 | 18:00 น.
Ammar Abdullah/Reuters

ความจริงที่น่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับซีเรียประการหนึ่งก็คือ แทบทุกครั้งที่โลกละความสนใจไปจากสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อยาวนานกว่าสงครามโลกครั้งที่ 2 ในประเทศนี้ เหตุโหดเหี้ยม อำมหิต ผิดสามัญวิสัยของมนุษย์มักเกิดขึ้นเสมอ

ที่น่าสลดใจก็คือ ทุกครั้งที่เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เหยื่อมักเป็นพลเรือนผู้บริสุทธิ์ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า ผู้ใหญ่เขาจับอาวุธขึ้นมาเข่นฆ่ากันเพราะอะไร

การโจมตีเมืองข่าน ชีคฮูน ในจังหวัดอิดลิบ ทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรียตอนรุ่งสางของวันที่ 4 เมษายนที่ผ่านมาด้วยอาวุธเคมี คือตัวอย่างที่ดีที่สุดของเหตุอำมหิตดังกล่าวนี้

ผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เล่าว่า เครื่องบินโฉบผ่านมาก่อนตะวันขึ้น หย่อนบางสิ่งบางอย่างลงมาในพื้นที่ บางสิ่งบางอย่างที่กว่าจะรู้ว่าเป็น สารเคมีอำมหิต ก็สายเกินไปแล้ว

เหยื่อในเหตุการณ์ครั้งนี้มีอย่างน้อย 72 ราย เกือบ 1 ใน 3 คือ 20 รายเป็นเด็กๆ เยาว์วัยที่ไม่มีโอกาสดิ้นรนต่อสู้ แก้ไข หรือแม้แต่จะสามารถทำความเข้าใจกับสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายตัวเองชนิดกะทันหัน หลายคนในจำนวนนี้เสียชีวิตในสภาพนอนนิ่งอยู่บนเตียงนอนที่คุ้นเคยของพวกเขา

Advertisement

ในบางกรณี อาวุธอำมหิตตอนย่ำรุ่งคร่าชีวิตคนทั้งครอบครัว ไม่มีละเว้น บนเตียงนอนของพวกเขาเอง

เหยื่อทุกคนแสดงอาการคล้ายคลึงกัน รูม่านตาหดเล็กลงจนเหลือเท่ารูเข็ม กล้ามเนื้อทั่วร่างแข็งเกร็งจนการหายใจเอาออกซิเจนเข้าไปตามปกติทำไม่ได้ ร่างกายสั่นเทาแบบไร้การควบคุม น้ำลายกลายเป็นฟองฟอดปกคลุมมุมปาก บางคนมีเลือดไหลเป็นทางจากปาก ตาและจมูก

เสียชีวิตอย่างฉับไวแต่ทรมานยิ่ง

นั่นคือภาพสะท้อนของผู้ที่เสียชีวิตจากสารเคมีทำลายระบบประสาท มีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกอย่างน้อย 100 คนทนทุกข์ทรมานจากอาการเหล่านี้ บางส่วนในจำนวนนี้ ถูกลำเลียงข้ามชายแดนใกล้กันไปยังตุรกี ที่มีเวชภัณฑ์พร้อมกว่า บุคลากรทางการแพทย์พร้อมกว่า

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่แพทย์สนามและชาวบ้านในซีเรียพบเห็นอาการแบบนี้ อาการของเหยื่อทุกรายเป็นแบบเดียวกับที่พวกเขาเคยพบเห็นที่ กูตา ย่านชนบทชานกรุงดามัสกัส ในปี 2013
เหยื่อในครั้งนั้นมีเกินพันราย ทุกรายแสดงอาการแบบเดียวกันนี้ออกมา

สรุปกันอย่างไม่เป็นทางการว่า เป็นผลมาจากอาวุธเคมี “ต้องห้าม” ที่รู้จักกันในชื่อ “ซาริน”

ใคร นำอาวุธเคมีต้องห้ามตามสนธิสัญญาแห่งสหประชาชาติมาใช้ และใช้มันเพื่ออะไร?

ซาริน เป็นสารประกอบเคมีชีวภาพ คือสกัดได้จากพืช นักวิทยาศาสตร์ของนาซีค้นพบมันโดยบังเอิญในปี 1938 ระหว่างการค้นหาสารเคมีสำหรับทำลายวัชพืช สูตรถูกนำส่งต่อไปอยู่ในความครอบครองของกองทัพนาซีในเวลานั้น และแม้จะมีการนำไปบรรจุไว้ในกระสุนปืนใหญ่ แต่ก็ยังโชคดีที่ยังไม่มีการนำมาใช้เป็นอาวุธสังหารฝ่ายสัมพันธมิตรในเวลานั้น

ซาริน ออกฤทธิขัดขวางการทำงานของระบบประสาท ด้วยการเข้าไปสกัดการหลั่งเอนไซม์ที่มีหน้าที่ยับยั้งไม่ให้กล้ามเนื้อทำงานเกินขีด ซึ่งส่งผลให้กล้ามเนื้อของเหยื่อทำงานมากเกินไปจนเกิดอาการเกร็ง แข็งไม่ยืดหยุ่น ระบบหายใจไม่สามารถทำงานได้ เสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว-ไม่กี่นาทีเท่านั้น

พิษสภาพของซารินสูงมาก นั่นทำให้เพียงไม่กี่หยดหากเข้าสู่ร่างกายโดยการสัมผัสผ่านผิวหนัง หรือสูดเข้าไปในระบบหายในในสถานะที่เป็นก๊าซในปริมาณเล็กน้อยก็ถึงตายได้ทันที

ในอุณหภูมิห้องปกติ ซาริน จะคงสภาพเป็นของเหลว ไร้สี ไร้กลิ่น เมื่อนำมาใช้เป็นอาวุธ มันจะถูกกักไว้ในช่องเก็บภายในหัวจรวด หรือ หัวกระสุนปืนใหญ่ อาศัยอานุภาพของระเบิดทำให้ของเหลวมีพิษร้ายแรงนี้กลายสภาพเป็น แอโรซอล หรือ หยดของเหลวขนาดเล็กมากที่สามารถปลิวไปกับกระแสอากาศ เล็กจนสามารถสูดเข้าสู่ร่างกายพร้อมกับลมหายใจ หรือกลายเป็นละอองหมอกพิษที่ปกคลุมลงบนใบหน้าและผิวหนังที่เปิดโล่ง บางส่วนยังถูกความร้อนทำให้ระเหยกลายเป็นก๊าซพิษ

การล้างด้วยน้ำ สามารถคลายความเข้มข้นของซารินลงได้ แต่ไม่สามารถสกัดกั้นอาการถูกพิษที่เกิดขึ้นในทันทีที่ซารินเข้าสู่ร่างกาย หนทางเดียวในการยับยั้งอาการถูกพิษ ก็คือการฉีดสารเคมีต่อต้านซารินที่เรียกว่า “อะโทรพีน” ซึ่งจะเข้าไปสกัดไม่ให้ซารินออกฤทธิ์ต่อระบบประสาทนั่นเอง

น่าเสียดายที่ อะโทรพีน เป็นเวชภัณฑ์ที่หายากเย็นแสนเข็ญในสมรภูมิสงครามอย่างซีเรีย

รัฐบาลซีเรีย ของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล อัสซาด “แบ่งรับแบ่งสู้” เรื่องซารินมาโดยตลอด

เมื่อครั้งที่ปรากฏชัดเป็นครั้งแรกว่ามีการนำซารินมาใช้ในปี 2013 รัฐบาลเพียงยอมรับว่ามีซาริน “อยู่ในครอบครอง” แต่ “ไม่เคยนำมาใช้” ในการรบ

นั่นส่งผลให้นานาชาติกดดันอย่างหนัก จนทำให้ รัฐบาลซีเรียจำเป็นต้องยอม “ส่งมอบ” ซารินในครอบครองให้กับหน่วยงานของสหประชาชาติ เพื่อนำไปทำลายทิ้ง

เมื่อซารินกลับมาเผยโฉมอีกครั้ง คำถามก็เกิดขึ้นทันทีว่า รัฐบาลอัสซาดส่งมอบซารินทั้งหมดให้กับยูเอ็นแล้วหรือไม่

และ การส่งมอบดังกล่าว ทำให้ขีดความสามารถในการ “ผลิต” เคมีภัณฑ์อำมหิตนี้ของซีเรียหมดไปจริงหรือ?

หลังเกิดเหตุการโจมตีด้วยอาวุธเคมีที่ข่าน ชีคฮูน เมื่อ 4 เมษายนที่ผ่านมา ทางการซีเรียออกมาปฏิเสธอีกครั้งว่า ไม่ได้สั่งการให้มีการโจมตีด้วยอาวุธเคมี รัสเซียผู้ให้การสนับสนุนรัฐบาลอัสซาดแบบเต็มตัว เปิดเผยข้อมูลที่ฟังดูเหมือนเป็น “ข้ออ้าง” สำหรับอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นไว้ว่า เครื่องบินรบของกองทัพซีเรียได้ปฏิบัติการถล่ม “คลังแสง” ของฝ่ายกบฏ ซึ่งให้บังเอิญว่ามี “สารมีพิษ” อยู่ด้วยพอดี

เป็น “สารพิษ” ที่เตรียมนำส่งไปยังอิรัก เพื่อใช้ในเหตุก่อการร้ายที่นั่น

ประหนึ่งจะอธิบายว่า “ซาริน” ที่พบเห็นกันนั้น เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ เพราะระเบิดเกิดไปโดนคลังอาวุธเคมีของฝ่ายตรงกันข้ามโดยบังเอิญเท่านั้น

ข้ออ้างนี้ดูเหมือนจะ “ฟังขึ้น” อยู่บ้างสำหรับบุคคลทั่วไป แต่ไม่ใช่สำหรับผู้เชี่ยวชาญอาวุธเคมี ที่คุ้นเคยกับซารินเป็นอย่างดี ทุกคนระบุตรงกันว่า ข้ออ้างแก้ต่างแทนรัฐบาลซีเรียของรัสเซียนั้น เป็นแค่ “จินตนาการ” ที่ปั้นขึ้นมาเป็นตัว โดยปราศจากพื้นฐานข้อเท็จจริง

มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้ข้ออ้างที่ว่านี้ฟังไม่ขึ้น

ฮามิช เดอ เบรทตัน-กอร์ดอน อดีตผู้บัญชาการกรมอาวุธนิวเคลียร์, กัมมันตภาพรังสี, ชีวภาพและเคมี (ซีบีอาร์เอ็น) แห่งสหราชอาณาจักร ซึ่งตอนนี้ทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการองค์การการกุศลชื่อ “ดอคเตอร์ส อันเดอร์ ไฟร์” ระบุว่า การทิ้งระเบิดหรือยิงจรวดใส่คลังเก็บซาริน จะส่งผลแตกต่างอย่างมากกับการใช้ซารินติดตั้งไว้ในหัวรบ เพราะอานุภาพของระเบิดจะทำลายซารินส่วนใหญ่ไป หลงเหลือเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่จะกระจายออกมาจากพื้นที่ซึ่งถูกโจมตี

หากเป็นไปอย่างที่อ้างกัน พื้นที่ซึ่งได้รับความเสียหายจากพิษจะเล็กลงกว่าข้อเท็จจริงที่พบเห็นกันในเวลานี้มาก

นี่เป็นข้อเท็จจริงที่เป็นที่รับรู้และยอมรับกันโดยทั่วไปในหมู่ผู้เชี่ยวชาญที่รู้จักซารินดี ข้ออ้างนี้จึงเป็นจริงไปไม่ได้โดยสิ้่นเชิง

ถัดมา แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าปริมาณสารเคมีพิษที่ใช้ในปฏิบัติการอำมหิตครั้งนี้เป็นเท่าใดกันแน่ แต่เมื่อประเมินจากอาณาเขตของการกระจายตัวและการก่อให้เกิดความสูญเสียขึ้นมานั้น ทุกคน รวมทั้ง ริชาร์ด กูทรี ผู้เชี่ยวชาญอาวุธเคมีชาวอังกฤษอีกรายประเมินว่า สภาพการณ์ที่เกิดขึ้นสอดคล้องกับการใช้อาวธเคมีในปริมาณ “หลายร้อยกิโลกรัม” ขึ้นไป

ที่สำคัญก็คือ ผู้ใช้จำเป็นต้องมีความชำนาญในการใช้ จึงสามารถเปล่งอานุภาพได้ถึงระดับนี้

การผลิตและจัดเก็บซารินนั้น ซับซ้อนและสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากเกินกว่าที่ฝ่ายกบฏหรือกลุ่มก่อการร้ายใดจะทำได้ เดอ เบรทตัน-กอร์ดอน ชี้ว่าสัดส่วนของเหยื่อที่มีผู้หญิงและเด็กอยู่ด้วยเป็นจำนวนมาก สะท้อนถึงการลงมือ มากกว่าจะเกิดจากผลกระทบจากคลังแสงระเบิด ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น กองกำลังที่เป็นผู้ชายน่าจะตายมากกว่า

“เป็นไปได้ว่า พวกนี้อาจเข้าถึงแหล่งซุกซ่อนและลักลอบขโมยออกมา แต่ถ้าเป็นเช่นนั้นปริมาณคงมีแค่เพียงเล็กน้อย อาจจะกิโลหรือสองกิโลเท่านั้นถึงเป็นไปได้” เดอ เบรทตัน-กอร์ดอน ยืนยัน

แดน คาสเซตตา ผู้เชี่ยวชาญอาวุธเคมี ที่เคยเป็นนายทหารในกองพลน้อยอาวุธเคมีของกองทัพบกสหรัฐอเมริกา ระบุว่า กระบวนการผลิตและจัดเก็บที่ใช้กันอยู่ในซีเรีย ไม่ใช่เป็นกระบวนการผลิตและจัดเก็บซารินโดยตรง ซึ่งซับซ้อนและสุ่มเสี่ยงกว่า

ซีเรียใช้วิธีการจัดเก็บและกักตุนส่วนประกอบที่สำคัญ และจะจัดเตรียมซารินขึ้นมาภายในเวลา “ไม่กี่ชั่วโมง” หรืออย่างมากที่สุดก็ “ไม่กี่วัน” ก่อนนำไปใช้เท่านั้น

คาสเซตตา ระบุว่า ถ้ามีผู้เชี่ยวชาญแปรพักตร์ไปเข้ากับฝ่ายกบฏและเตรียมการเพื่อทำสารเคมีพิษนี้ขึ้นมาแต่ถูกโจมตีอย่างที่อ้าง ผลลัพธ์ก็จะไม่เป็นอย่างที่ได้เห็นกัน

ส่วนประกอบสำคัญในการสร้างซารินตัวหนึ่งคือ “ไอโซโพรพิล แอลกอฮอล์” มีคุณสมบัติไวไฟสูงมาก ถ้าถูกโจมตีจะเกิดระเบิดเป็นลูกไฟขนาดใหญ่ สังเกตเห็นได้ชัดแม้จากระยะไกล

แต่ไม่มีใครพบเห็นเลยในเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 เมษายน

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 ซาริน ถูกนำมาใช้เมื่อรัฐบาลดามัสกัส จวนตัวเต็มที กองกำลังกบฏเป็นจำนวนมากชุมนุมกันเตรียมกรีฑาทัพเข้ายึดเมืองหลวง ปักหลักกันอยู่ใกล้เคียงกับกูตา บริเวณชานเมืองหลวง ซาริน ถูกนำมาใช้และได้ผลชะงัดในการยับยั้งการรุกใหญ่ครั้งนั้น

สถานการณ์ในเวลานี้ไม่เพียงตรงกันข้าม คือในทางหนึ่ง ทางการซีเรียยึดพื้นที่ได้มากขึ้นและมากขึ้น ในอีกทางหนึ่ง รัสเซีย กำลังเตรียมจัดให้มีการประชุมนานาชาติเพื่อหาทางยุติการสู้รบและหาแนวทางสร้างสันติภาพขึ้นในประเทศนี้

ทำไมรัฐบาลถึงจำเป็นต้องใช้ซารินกับประชาชนของตนเอง ซึ่งเป็นพฤติกรรมของอาชญากรสงครามด้วยเล่า?

คำตอบคือ ที่ผ่านมา การนำเอาอาวุธเคมีมาใช้ไม่เพียงมีประสิทธิภาพอย่างยิ่งเท่านั้น รัฐบาลซีเรียและบาชาร์ อัล อัสซาด ยังไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบหรือได้รับผลตอบแทนจากการกระทำอำมหิตนี้แต่อย่างใดทั้งสิ้น

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกในรอบ 3-4 ปีที่มีการนำอาวุธเคมีมาใช้ในซีเรีย ตรงกันข้าม มีการใช้มาเป็นระยะๆ เพียงแต่ส่วนใหญ่เป็นคลอรีน ซึ่งตรวจสอบเอาผิดยากกว่าเพราะมีการใช้กันในเชิงอุตสาหกรรมอยู่อย่างแพร่หลาย ตามข้อมูลของ เดอ เบรทตัน-กอร์ดอน ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่มีการใช้อาวุธเคมีกันถี่ยิบที่สุดในรอบ 100 ปีทีเดียว

การกลับมาของซาริน จึงสะท้อนความต้องการอานุภาพที่ร้ายแรงกว่า ชะงัดกว่า ในระยะเวลาสั้นกว่า

อิดลิบ โชคร้ายที่กลายเป็น “ที่มั่นสุดท้าย” ของฝ่ายกบฏเท่าที่หลงเหลืออยู่ในเวลานี้ หลังจากสูญเสียอเลปโปไป

อิดลิบ ต้องถูกทำลายโดยเร็ว เพื่อขจัดขีดความสามารถในการต่อรองของฝ่ายกบฏในการเจรจาสันติภาพที่อาจมีขึ้นในเร็ววันภายใต้การจัดการของรัสเซียไปให้หมด หรือให้เหลือน้อยที่สุด

นี่คือยุทธศาสตร์โหดเหี้ยม ไร้น้ำใจ ของบาชาร์ อัล อัสซาด ซึ่งไม่มีคุณสมบัติใดหลงเหลือต่อการเป็นผู้นำประเทศใดๆอีกต่อไป

รวมทั้งประเทศอย่างซีเรีย!