หน้าแรก ต่างประเทศ วิจัยเผย เกิด...

วิจัยเผย เกิดยุคใหม่ของภัยคุกคาม รัฐนิวเคลียร์ละทิ้งข้อตกลง-เร่งพัฒนาคลังแสง

16.06.25 | 10:58 น.
นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ เข้าเยื่ยมสถานที่พัฒนาวัสดุนิวเคลียร์ ในเกาหลีเหนือ เมื่อเดือนกันยายน 2024/ KCNA

วิจัยเผย เกิดยุคใหม่ของภัยคุกคาม รัฐนิวเคลียร์ละทิ้งข้อตกลง-เร่งพัฒนาคลังแสง

สถาบันวิจัยสันติภาพระหว่างประเทศแห่งสตอกโฮล์ม (SIPRI) เปิดเผยในรายงานประจำปีว่า ได้เกิดยุคใหม่ของการเผชิญกับภัยคุกคามและการยุติลงของความพยายามในการลดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ที่ได้ดำเนินการมาตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามเย็น โดยมีปัจจัยมาจากการที่รัฐซึ่งถือครองอาวุธนิวเคลียร์ 9 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐ รัสเซีย สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส จีน อินเดีย ปากีสถาน เกาหลีเหนือและอิสราเอล มีแผนการเพื่อเพิ่มขีดความสามารถของทรัพยากรนิวเคลียร์ที่ตนมี ประกอบกับการถอนตัวออกจากข้อตกลงควบคุมนิวเคลียร์ด้วย

SIPRI กล่าวว่า “ช่วงเวลาของการลดจำนวนอาวุธนิวเคลียร์ของโลก ซึ่งได้ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่การสิ้นสุดสงครามเย็น กำลังถึงจุดสิ้นสุด เราเห็นแนวโน้มของการเพิ่มขึ้นของคลังอาวุธนิวเคลียร์อย่างชัดเจน วาทกรรมการใช้นิวเคลียร์ที่รุนแรงมากขึ้น รวมถึงการละทิ้งข้อตกลงควบคุมอาวุธด้วย”

ข้อมูลในเดือนมกราคม 2024 ชี้ว่า จากจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ทั่วโลกทั้งหมด 12,241 หัวรบ ประมาณ 9,614 หัวรบ ที่อยู่ในคลังแสงอาวุธ สามารถใช้เพื่อโจมตีได้ และประมาณ 2,100 หัวรบถูกจัดเก็บในสถานะพร้อมใช้งาน ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นของสหรัฐ หรือรัสเซีย โดยสองประเทศนี้ถือครองกว่า 90% ของอาวุธนิวเคลียร์ที่มีอยู่ทั้งหมด

แม้ว่า เมื่อปี 2024 ตัวเลขจำนวนหัวรบนิวเคลียร์ที่สามารถใช้งานได้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก สหรัฐและรัสเซียกำลังดำเนินโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างเข้มข้น ซึ่งจะสามารถเพิ่มทรัพยากรนิวเคลียร์ต่อไปได้ในอนาคต

Advertisement

ในปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีการเติบโตด้านคลังแสงนิวเคลียร์สูงที่สุด โดยตั้งแต่ปี 2023 จีนมีจำนวนหัวรบนิวเคลียร์เพิ่มประมาณ 100 ลูกต่อปี จึงมีความเป็นไปได้ว่าภายในทศวรรษนี้ จีนอาจมีขีปนาวุธข้ามทวีปเท่ากับรัสเซียและสหรัฐ

จากการคาดการณ์ รัสเซียถือครองหัวรบนิวเคลียร์ 5,459 หัวรบ สหรัฐถือครองหัวรบนิวเคลียร์ 5,177 หัวรบ ขณะที่จีนถือครองราว 600 หัวรบ