ถอดบทเรียนอินโดนีเซีย ‘การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน’
การท่องเที่ยวถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทย อย่างไรก็ดี เทรนด์การท่องเที่ยวเป็นกระแสที่มีพลวัตและเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โซเชียลมีเดียมีบทบาทสำคัญในการกำหนดพฤติกรรมนักท่องเที่ยว จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำให้การท่องเที่ยวของไทยเป็นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ซึ่งนั่นหมายความว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนท้องถิ่น ตลอดจนเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจในพื้นที่ ปัจจัยเหล่านี้ล้วนจะนำมาซึ่งความมั่นคงของภาคการท่องเที่ยว เพราะเป็นการรักษาสถานที่ท่องเที่ยวให้คงสภาพอันดีอยู่ ทั้งยังช่วยปูรากฐานของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวในอนาคต
เมื่อเดือนที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวมติชนได้มีโอกาสเดินทางไปเยื่ยมชม บุโรพุทโธ ศาสนสถานทางพุทธศาสนาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ที่จังหวัดชวากลาง ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลกจากยูเนสโกเมื่อปี 1991 ทำให้ได้รับรู้ถึงแนวทางปฏิบัติอันดีที่นำมาสู่ ‘การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน’ เลยอยากนำเรื่องราวดีๆ นี้มาถ่ายทอดให้ได้รับทราบกัน
ข้อมูลทางสถิติของสำนักงานการท่องเที่ยว เยาวชน และกีฬาของเขตมาเกอลังชี้ว่า เมื่อปี 2023 มีนักท่องเที่ยวจากในประเทศและต่างประเทศมาเยือนบุโรพุทโธเกือบ 1.5 ล้านคน เฟบรินา อินตัน ผู้อำนวยการหน่วยงานบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวของ InJourney ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจที่รับผิดชอบเรื่องการท่องเที่ยวของอินโดนีเซียหรือ TWC เปิดเผยแนวทางจัดการเพื่อลดผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลที่อาจกระทบต่อความสมบูรณ์ของโบราณสถานที่มีอายุ 1,247 ปีว่า มีการจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยวที่ขึ้นไปบนพุทธสถานที่ 1,500 คนต่อวัน แบ่งเป็น 150 คน ต่อ 10 กลุ่ม โดยมีไกด์ทัวร์ 1 คน คอยนำชม

ขณะที่ ฮัน เซทยาวัน นักโบราณคดีและผู้ประสานงานกลุ่มปฏิบัติการอนุรักษ์วัดบุโรพุทโธ กล่าวว่า มาตรการอนุรักษ์พุโรพุทโธ ประกอบไปด้วย 2 มาตรการด้วยกัน ได้แก่ มาตรการป้องกันและมาตรการรักษา สำหรับมาตรการป้องกัน เจ้าหน้าที่จะทำความสะอาดหินบนบุโรพุทโธโดยใช้ทั้งวิธีเปียกและวิธีแห้งเพื่อขจัดจำนวนจุลินทรีย์บนพื้นผิวหินทุกวัน เพราะจุลินทรีย์เหล่านี้สามารถสร้างความเสียหายและทำลายโครงสร้างของโบราณสถาน ในขณะเดียวกัน ยังมีระบบติดตามทั้งในเรื่องความชื้น เนื่องจากน้ำกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการบำรุงรักษา และมีการตรวจสอบสภาพภูมิอากาศอยู่ตลอดเวลา เพราะปัญหาจากฝน มลพิษ ตลอดจนแสงแดดจ้าล้วนแต่เป็นปัญหาหลักสำหรับการอนุรักษ์ด้วยเช่นกัน

สำหรับมาตรการรักษา เซทยาวันกล่าวว่า นักท่องเที่ยวทุกคนจะต้องใส่ ‘อุปาณัต’ ซึ่งเป็นรองเท้าที่ทำมาจากวัสดุธรรมชาติที่หาได้ในท้องถิ่นอย่างใบเตยและกะลามะพร้าว รองด้วยฟองน้ำอีวีเอที่ผ่านการศึกษามาแล้วว่าสามารถลดการสึกกร่อนและความเสียหายของพื้นหินของพุทธสถานที่เกิดจากรองเท้าทั่วไป และเน้นย้ำว่า อุปนาตจะต้องผลิตโดยคนท้องถิ่น ซึ่งโดยปกติแล้วมีการผลิตอุปนาต 1,200 คู่ต่อวัน ทำให้เกิดผลเชิงบวกต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ ในขณะเดียวกัน เนื่องจากใบเตยเป็นวัสดุสำคัญสำหรับรองเท้าประเภทนี้ จึงต้องมีการปลูกต้นเตยซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเนินเขาและดินโดยรอบบุโรพุทโธด้วย

อีกทั้ง อินโดนีเซียยังมีแนวทางรับรองว่ารายได้จากการผลิตอุปนาตจะกระจายในชุมชนอย่างทั่วถึง มูฮ์ ซัมซามี ผู้ผลิตอุปาณัต ให้ข้อมูลว่ามีผู้ทำอุปนาต 50 คน และแต่ละคนมีโควต้าจำกัดในการผลิตของตนเอง ด้าน นูรียันโต ประธานวิสาหกิจชุมชนร่วมของหมู่บ้าน กล่าวว่า จาก 20 หมู่บ้านที่ผลิตอุปาณัต แต่ละหมู่บ้านสามารถสร้างรายได้มากถึง 50 ล้านรูเปียห์อินโดนีเซียต่อปี


นอกจากนี้ กำลังมีการก่อสร้าง Burobudor Spiritual Sanctuary ซึ่งเป็นสถานที่สำหรับเสริมสร้างสติและสุขภาวะ (mindfulness และ wellness) ให้แก่ผู้มาเยือน ซึ่งเป็นผลมาจากการประชุมของประธานาธิบดีเมื่อปี 2013 หลังจากที่ประชาชนเรียกร้องให้มีสถานที่ส่งเสริมเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะช่วยส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาวด้วย
อินโดนีเซียยังให้ความสำคัญต่อการท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อินตันกล่าวว่า เนื่องจากต้องการพื้นที่นี้เป็นพื้นที่สีเขียวอย่างแท้จริง จึงไม่มีการใช้รถยนต์ดีเซลรอบบุโรพุทโธเลย มีเพียงแต่รถยนต์ไฟฟ้าหรืออีวีเท่านั้น ทั้งยังมีติดตั้งเครื่องรับขยะพลาสติกอัตโนมัติ โดย เฮ็ตตี้ เฮราวาตี ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ของหน่วยงานบริหารแหล่งท่องเที่ยวของ InJourney กล่าวว่า เครื่องรับขยะพลาสติกอัตโนมัติเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการจัดการขยะพลาสติด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอย่างวัดบุโรพุทโธ นักท่องเที่ยวสามารถนำขวดพลาสติกที่ใช้แล้วมาแลกรับรางวัลดิจิทัลได้ทันที ทำให้การรีไซเคิลกลายเป็นเรื่องสนุกและมีความหมาย
เฮราวาตีกล่าวเสริมว่า ชุมชนท้องถิ่นทั้ง 20 แห่งให้ความร่วมมือในข้อริเริ่มนี้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากจะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนแล้วนั้น ยังก่อให้เกิดพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมด้วย พร้อมแสดงความคาดว่าหวังว่าข้อริเริ่มนี้จะเป็นแรงบัลดาลใจให้แหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ทำเทคโนโลยีลักษณะเดียวกันมาใช้เพื่ออนุรักษสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

มาตรการของอินโดนีเซียถือเป็นกรณีศึกษาสำคัญของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ช่วยสนับสนุนการอนุรักษ์ ‘บุโรพุทโธ’ มรดกทางวัฒนธรรมที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก อีกทั้งยังเป็นบทเรียนที่น่าสนใจสำหรับนำมาปรับใช้ เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต

