ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ให้เหตุผลในการซัลโวจรวดครูสนำวิถีเข้าใส่ฐานทัพอากาศ ชาอีรัต ใกล้กับเมืองฮอมส์ ในซีเรีย ไว้ว่า เป็นการ ตอบโต้ การใช้อาวุธเคมี ต้องห้าม ที่เป็นก๊าซพิษทำลายระบบประสาท ซึ่งรัฐบาลซีเรียภายใต้การนำของประธานาธิบดี บาชาร์ อัล-อัสซาด นำมาใช้สังหารประชาชนของตนเองที่ ข่าน ชีคฮูน ในจังหวัดอิดลิบทางตะวันตกเฉียงเหนือของซีเรีย
กระทรวงกลาโหมสหรัฐอเมริกา ยืนยันชัดเจนหลังเหตุการณ์ว่า นี่คือการ ลงโทษ อัสซาดในการใช้อาวุธเคมี และเป็นการ ป้องปราม ไม่ให้ผู้นำซีเรียดำเนินการอำมหิตเช่นนี้อีกในอนาคต
แน่นอนว่า การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดปฏิกิริยาทั้งทางบวกและทางลบเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นในสหรัฐอเมริกาเองหรือในต่างประเทศ แต่ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายสนับสนุนหรือฝ่ายที่แสดงปฏิกิริยาคัดค้านล้วนตั้งคำถามขึ้นมาเหมือนๆ กันว่า แล้วจะเกิดอะไรขึ้นตามมา?
เป้าหมายที่แท้จริงของ ’ทรัมป์โชว์’ ในครั้งนี้คืออะไรกันแน่?
นักสังเกตการณ์ส่วนใหญ่เชื่อกันว่า ทรัมป์คงไม่ดำเนินการใดๆ ต่อไปจากนี้ อย่างเช่นการโจมตีเพื่อทำลายเป้าหมายที่คาดกันว่าเป็นแหล่งผลิตหรือกักเก็บอาวุธเคมี เนื่องจากการทำเช่นนั้นเสี่ยงต่อการทำให้ความขัดแย้งที่มีสหรัฐอเมริกาเป็นคู่กรณีขยายตัวมากยิ่งขึ้น บีบให้จำเป็นต้องเข้าไปมีบทบาทมากยิ่งขึ้นแม้ว่าจะมีเสียงติติงมาว่า การโจมตีท่าอากาศยานที่เชื่อกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นขึ้นบินของเครื่องบินที่ใช้อาวุธเคมีนั้น ทั้งไม่สามารถขจัดอาวุธเคมีในครอบครองของซีเรียได้ และไม่สามารถทำให้มั่นใจได้ว่ารัฐบาลซีเรียจะนำมันกลับมาใช้อีกครั้งในอนาคต
แต่แม้จะยุติการโจมตีลงเพียงเท่านี้ ทรัมป์ก็ทำให้สหรัฐอเมริกาเสี่ยงมากขึ้นมากในหลายๆ ด้าน จนกลายเป็นข้อกังขากันว่าทำไมถึงตัดสินใจแบบสุ่มเสี่ยงเช่นนี้ในตอนแรก
วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ที่หนุนหลังรัฐบาลอัสซาดอยู่อย่างเต็มที่ โต้ตอบการตัดสินใจของทรัมป์ต่อการยิงจรวดถล่มที่ทางการรัสเซียถือว่าเป็น การทำสงคราม โดยการสั่งระงับ ช่องทางลดความขัดแย้ง อันเป็นช่องทางพิเศษที่ใช้ติดต่อกันระหว่างกองทัพสหรัฐกับรัสเซีย ที่ปฏิบัติการทางอากาศอยู่ในซีเรีย ช่องทางดังกล่าวคือหนทางเดียวที่ทหารอเมริกันและรัสเซียจะบอกซึ่งกันและกันได้ว่าในเวลานั้นๆ พวกตนจะส่งเครื่องบินไปยังจุดใดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด อุบัติเหตุ ชนกันหรือปะทะกันขึ้นมา
การปิดช่องทางสื่อสารดังกล่าวนี้ บังคับกลายๆ ให้สหรัฐลดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในซีเรียลง หรือไม่ก็เสี่ยงกับการชนกันกลางอากาศหรือปะทะเข้ากับเครื่องบินรบของรัสเซีย จะทำให้สถานการณ์ขัดแย้งบานปลายหนักยิ่งขึ้น ในเวลาเดียวกันถ้าหากซีเรียและรัสเซีย ประกาศปิดน่านฟ้าและถือว่าเครื่องบินใดๆ ล้ำเข้ามาเป็นศัตรู โดยอ้างสิทธิเพื่อป้องกันการโจมตีต่อตนอีกครั้ง ปฏิบัติการถล่มไอเอสของสหรัฐและชาติพันธมิตรก็ต้องยุติลงโดยปริยาย หากไม่ต้องการให้สงครามเกิดขึ้นตามมา
ก่อนหน้าเหตุการณ์โจมตีฐานทัพอากาศ ชาอีรัต เร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกามีกำหนดเดินทางเยือนมอสโกอย่างเป็นทางการครั้งแรกในวันที่ 11 เมษายนนี้ กำหนดการดังกล่าวยังไม่เปลี่ยนแปลง และถือเป็นโอกาสดีในการเจรจาต่อรองแก้ไขสถานการณ์เรื่องนี้ระหว่างกัน
จุดยืนของรัสเซียในการเจรจาต่อรองกับสหรัฐครั้งนี้ถูกจับตาอย่างมาก เพราะเชื่อกันว่า ปูตินจะมีท่าทีอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่า ทางการรัสเซียรู้เห็นเป็นใจกับการใช้อาวุธเคมีของรัฐบาลอัสซาดหรือไม่ เจ้าหน้าที่เพนตากอนเองยืนยันว่า ที่ชาอีรัตมีทหารรัสเซียประจำการอยู่ ดังนั้น การโจมตีด้วยอาวุธเคมีเริ่มต้นจากที่นั่น อย่างน้อยที่สุดรัสเซียก็ต้องรู้เห็น
ทิลเลอร์สันเอง ยืนยันว่า ถ้ารัสเซียไม่สมคบคิดกับซีเรีย ก็ต้อง ไร้สมรรถภาพ อย่างยิ่งในการกำจัดอาวุธเคมีตามความตกลงเมื่อปี 2013 หากไม่รู้ไม่เห็นกับการกระทำดังกล่าว
ถ้าเป็นการสมคบคิดกันกระทำ เพื่อแสดงถึงสภาพไร้น้ำยาของสหรัฐอเมริกาในซีเรีย เชื่อกันว่ารัสเซียอาจต้องแข็งกร้าวมากขึ้น เรียกร้องการตอบแทนสูงขึ้น แต่ถ้าเป็นเพียงการเผลอไผลไม่ระวังความบ้าบิ่นของอัสซาด ปูตินก็อาจมองหาลู่ทางที่จะปรับความสัมพันธ์กับฝ่ายบริหารของทรัมป์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ และอาจมุ่งกดดันอัสซาดมากขึ้นให้ยุติการใช้อาวุธเคมีในคลังลับของซีเรียอีกในอนาคต
น่าสนใจมากว่าปูตินจะให้การต้อนรับคนที่เมื่อปี 2558 เขามอบอิสริยาภรณ์ ออร์เดอร์ ออฟ เฟรนด์ชิป ให้ในฐานะหัวหน้าคณะของบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ เอ็กซ์ซอนโมบิล รายนี้อย่างไร
ระหว่าง ปูตินกับทรัมป์ ยังมีเงื่อนปมเรื่องการเมืองภายในของสหรัฐอเมริกาคาราคาซังอยู่จนถึงขณะนี้ หน่วยข่าวกรองสหรัฐอเมริกาเชื่อว่า ปูตินอยู่เบื้องหลัง มาตรการเชิงรุก หลายอย่างที่เอื้อต่อการได้รับการเลือกตั้งของทรัมป์ รวมทั้งการเจาะระบบเพื่อนำอีเมล์ของเดโมแครตมาเผยแพร่ในจังหวะที่เหมาะสม
ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ สถานการณ์ทางการเมืองภายใน รวมถึงการตกอยู่ในระหว่างการสอบสวน ส่งผลให้ทรัมป์ดำเนินการหลายอย่างที่ ไม่เป็นไปในทางที่ปูตินอยากเห็น ตั้งแต่ การไม่ยกเลิกการแซงก์ชั่นรัสเซีย เรื่อยไปจนถึงการประกาศโครงการพัฒนาอาวุธยุทโธปกรณ์ครั้งใหญ่ ทั้งอาวุธนิวเคลียร์และอาวุธในรูปแบบ อาจส่งผลให้ปูตินต้องลงทุนมหาศาลเพื่อรักษาระดับเท่าเทียมกันเอาไว้ แถมยังลงเอยใช้ปฏิบัติการทางทหารโดยตรงต่อพันธมิตรใกล้ชิดของรัสเซียราวกับเป็นการท้าทายกันโดยตรงอีกด้วย
ระหว่างปูตินกับทรัมป์จะเป็นอย่างไรต่อไปจึงขึ้นอยู่กับทรัมป์ไม่น้อยว่าจะเปลี่ยนใจมุ่งกำจัดรัฐบาลอัสซาดให้ได้ หรือยังคงแนวทางเดิมที่สนใจแค่การถล่ม ไอเอส เท่านั้นเอง
ทรัมป์โชว์ ในครั้งนี้อาจส่งผลให้ประธานาธิบดีอเมริกันได้รับชัยชนะภายในประเทศ ที่ได้แสดงความกล้าหาญในการตัดสินใจที่อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ไม่กล้าสุ่มเสี่ยงทำ ในเวลาเดียวกับที่สามารถเบี่ยงเบนความสนใจจากการที่ผู้คนแวดล้อมถูกสอบสวนเรื่องความสัมพันธ์กับรัสเซียได้อย่างชะงัด
ปัญหาก็คือ การตัดสินใจครั้งนี้ส่งผลผูกพันอย่างยิ่งในอนาคตในระดับโลก เพราะเท่ากับเป็นการกำหนด แบบอย่าง ในการใช้อำนาจทางทหารของทรัมป์
ลองคิดดูว่าอะไรจะเกิดขึ้นหากอัสซาดเกิดใช้อาวุธเคมีขึ้นมาอีกครั้ง หรือเกาหลีเหนือยังคงท้าทายอเมริกันด้วยการทดลองจรวดและนิวเคลียร์ไม่หยุดหย่อน
หรือหากเกิดการชนกันโดยอุบัติเหตุ ระหว่างกองเรือรบของสหรัฐอเมริกากับจีนในพื้นที่ทะเลจีนใต้ที่มีโอกาสเกิดขึ้นไม่น้อย
อะไรจะเกิดขึ้นตามมา
เหตุการณที่เกิดขึ้น ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกร้อนฉ่าขึ้นมาทันตาเห็นทันที ส่วนจะกระทบรุนแรงบานปลายแค่ไหน อย่ากะพริบตา?

