เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ มีกระแสการแชร์ภาพจากผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ ‘สาขา บอลิสัด อีทีแอล มหาชน แขวงเชียงขวาง’ ซึ่งเป็นภาพการขุดค้นทางโบราณคดีที่ทุ่งไหหิน แขวงเชียงขวาง สปป.ลาว ที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงขวางไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 30 กิโลเมตร
ภายในหลุมขุดค้นมีการพบภาชนะดินเผาก้นกลม มีฝาปิดอย่างน้อย 2 ใบ นอกจากนี้ยังมีการพบวัตถุที่คาดว่าเป็นชิ้นส่วนโครงกระดูก 1 ชิ้น วางอยู่บนหินอีกด้วย
ผศ.สมชาย นิลอาธิ ผู้เชี่ยวชาญประจำสถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน ม.มหาสารคาม กล่าวว่า การพบหม้อในลักษณะดังกล่าว คาดว่าเป็นหม้อบรรจุกระดูกมนุษย์ในการฝังศพครั้งที่ 2 เช่นเดียวกับวัฒนธรรมทุ่งกุลา บริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ทางภาคอีสานของไทย หากเป็นตามที่สันนิษฐาน แหล่งโบราณคดีที่ทุ่งไหหินนี้ คงมีอายุราว 2,500 ปีมาแล้ว
สำหรับการฝังศพครั้งที่ 2 คือพิธีกรรมที่มีขั้นตอนคร่าวๆ คือ เมื่อมีคนตาย ร่างจะถูกนำไปฝังระยะหนึ่งก่อน เมื่อผิวหนังและเนื้อตามร่างกายหลุดออกหมดแล้ว จึงมีการขุดโครงกระดูกขึ้นมาใส่ภาชนะดินเผา แล้วฝังดินอีกครั้ง

อย่างไรก็ตามหลังภาพชุดดังกล่าวเผยแพร่ออกไป ได้มีชาวลาวเข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่รู้สึกยินดีที่มีการขุดค้นเพื่อประโยชน์ทางด้านวิชาความรู้ จะได้ทราบถึงที่มาของทุ่งไหหิน และส่งผลต่อการท่องเที่ยวแขวงเชียงขวาง แต่ส่วนหนึ่งมองว่าไม่ควรมีการขุดค้นบนสถานที่ที่สวยงามตามธรรมชาติ บางความเห็นระบุว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการทำลายธรรมชาติที่สวยงามของทุ่งไหหิน บางความเห็นระบุว่าไม่อยากให้ขุดเนื่องจากควรเก็บรักษาสมบัติของบรรพบุรุษไว้ใต้ดินเหมือนเดิม นอกจากนี้ยังมีผู้ตั้งคำถามว่า การขุดค้นครั้งนี้ดำเนินการโดยคนลาวหรือชาวต่างชาติ เพราะในภาพมีชาวตะวันตกอยู่ในพื้นที่ด้วย และห่วงว่าโบราณวัตถุจะถูกนำไปขาย
ประเด็นนี้ ผศ.สมชาย มองว่า เป็นเพราะคนลาวส่วนหนึ่งทราบข้อมูลเพียงว่าเป็นพื้นที่ทางธรรมชาติที่สวยงาม โดยมีตำนานที่ผูกพันกับท้าวเจือง และเรียกไหหินขนาดใหญ่ว่า ไหเหล้าเจือง โดยไม่ทราบว่าบริเวณดังกล่าว เป็นแหล่งโบราณคดีสำคัญ ซึ่งมีนักโบราณคดีชาวฝรั่งเศสเข้าไปขุดค้นตั้งแต่หลายสิบก่อนแล้ว ชื่อว่า มาดแลน โกลานี (Madeleine Colani) ไม่ใช่เพิ่งมี และการขุดค้นในครั้งนั้น ทำให้ทราบข้อมูลทางโบราณคดีของพื้นที่ทุ่งไหหิน แต่ระบบการศึกษาในลาวอาจไม่ได้เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวมากนัก คนจำนวนมากจึงไม่ทราบ
นายสุจิตต์ วงษ์เทศ คอลัมนิสต์ด้านประวัติศาสตร์ กล่าวว่า เรื่องเล่าเกี่ยวกับขุนเจืองและทุ่งไหหิน มีอยู่ว่า เมื่อขุนเจืองทำสงครามขับไล่พวกแกวที่มารุกรานได้แล้ว สั่งทำไหใส่เหล้า(อุ)เลี้ยงไพร่พลจำนวนมาก ครั้นนานไปไหเหล้าทั้งหมดกลายเป็นหิน อยู่ทุ่งไหหิน คนพวนและคนกลุ่มอื่นในลาวทุกวันนี้เรียกไหหินเหล่านั้นว่าไหเหล้าเจือง
ด้าน น.ส.เจนจิรา เบญจพงศ์ นักวิชาการอิสระด้านวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ไหหิน เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมหินใหญ่ (Megalith) หมายถึงหินที่ถูกมนุษย์ตัดแต่งหรือจัดวางเป็นรูปทรงคล้ายไหหรือภาชนะก้นลึกมักมีขนาดใหญ่ บางใบมีขนาดสูงใหญ่กว่าตัวมนุษย์ เนื่องในพิธีกรรมความเชื่อบางอย่าง มีหลักฐานมาตั้งแต่ก่อนประวัติศาสตร์ อย่างน้อยในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อราว 2,500 ปีมาแล้ว ซึ่งไม่ได้พบแค่ใน สปป.ลาว แต่ในเกาะสุมาตราก็มีเช่นกัน อย่างไรก็ตาม แหล่งใหญ่ที่สุดและเป็นที่รู้จักกว้างขวางก็คือ ทุ่งไหหินที่เชียงขวาง
“ไหหินที่พบในเกาะสุมาตราเหล่านี้มักพบพร้อมฝาปิด มักมีจุกหรือยอดทรงสามเหลี่ยม บางใบมีการสลักใบหน้ามนุษย์ เช่น ใบที่พบจากโทลปิง และบางใบสลักรูปผู้หญิง สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ นั่งอยู่บนฝา บนหัวมีอ่างสำหรับรองรับน้ำศักดิ์สิทธิ์ เช่น ไหหินที่พบในปันกัมบาตัน ปาร์ซิงกูรัน รวมไปถึงบางใบที่พบ มีการใส่เครื่องดนตรี พวกฆ้อง, กลอง ลงไปด้วย บ่งบอกฐานะของผู้ตายและอาจเป็นสัญลักษณ์ของความศักดิ์สิทธิ์อุดมสมบูรณ์ไปพร้อมกัน ไหหินที่เกาะสุมาตราเป็นหลักฐานที่แสดงว่ามนุษย์บนหมู่เกาะในอุษาคเนย์มีวัฒนธรรมหินใหญ่เช่นเดียวกับอีกหลายพื้นที่ในบริเวณนี้ และคงเชื่อมโยงกันโดยทางใดทางหนึ่งโดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับทุ่งไหหินของลาว” น.ส.เจนจิรากล่าว

ทั้งนี้ เจ้าคำหลวง หน่อคำ เชื้อสายเจ้าเมืองพวนที่เชียงขวาง เคยเขียนถึงทุ่งไหหินไว้ในหนังสือ ประวัติศาสตร์ราชวงศ์พวน (ถูกแปลเป็นภาษาไทยโดยใช้ชื่อว่า ประวัติศาสตร์เมืองพวน ตีพิมพ์โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ประเทศไทย) โดยระบุว่า ไหหิน หรือไหเหล้าเจือง เป็นปริศนาที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ยังไม่มีนักประวัติศาสตร์ค้นคว้าถึงความเป็นมาอย่างละเอียด แต่คนลาวเชื่อว่าสร้างในสมัยขุนเจือง ข้อความตอนหนึ่งว่า
“ยังบ่ทันมีนักประวัติศาสตร์หรือนักค้นคว้าใดๆ สามารถพบเห็นปึ้ม (หนังสือ) ประวัติศาสตร์หัวใดที่ยั้งยืนละเอียดซึ่งความเป็นมาของไหหินหรือไหเหล้าเจืองนี้ อีกยังบ่ทันรู้แน่นอนว่าไหหินหรือไหเหล้าเจืองเหล่านี้เกิดขึ้นมาได้แนวใด เกิดขึ้นมาในปี พศ ใด ปี คศ ที่เท่าใด แม่นใผเป็นผู้สร้างขึ้นมา และสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์อันใดแท้ อิงตามความเข้าใจของประชาชนลาวที่อาศัยอยู่ในท้องถิ่นที่ได้บอกเล่าต่อๆ กันมา ว่าสร้างในสมัยขุนเจืองที่มีอิทธิพลอำนาจ องอาจกล้าหาญปราบแพ้ (ชนะ) ข้าศึกศัตรู”

