นักวิเคราะห์ ชี้ ไทย-มาเลเซีย อาจได้รับผลกระทบหนักกว่าชาติอื่น หลังสหรัฐปิดดีลเวียดนาม
จากกรณีที่ เวียดนาม สามารถตกลงข้อตกลงการค้ากับสหรัฐได้ เป็นชาติแรกในเอเชีย โดย สหรัฐ จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเวียดนาม 20% ซึ่งต่ำกว่าอัตราภาษีที่ประกาศครั้งแรกไว้ที่ 46% เมื่อเดือนเมษายนอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เวียดนามจะถูกเรียกเก็บภาษี 40% สำหรับสินค้าที่นำเข้าจากประเทศอื่น มาส่งที่เวียดนามและนำเข้าสหรัฐ ที่มีรายงานว่า จีนใช้วิธีการที่เรียกว่า ทรานส์ชิปปิ้ง เช่นนี้ เพื่อเลี่ยงอุปสรรคการค้า
เซบาสเตียน เรดเลอร์ หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์หุ้นยุโรปของ BofA กล่าวกับรายการ “Europe Early Edition” ของ CNBC เมื่อวันพฤหัสบดีว่า สิ่งที่เราเรียนรู้จากข้อตกลงกับเวียดนามก็คือ หากมีอะไรเกิดขึ้น ภาษีจะเพิ่มขึ้นจากตรงนี้ ไม่ใช่ลดลง
ขณะที่ มาร์ก วิลเลียมส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียของ Capital Economics กล่าวว่า ตอนนี้ ประเทศอื่นๆ อาจเจรจาได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ประเทศอื่นๆ จะรู้สึกว่า พวกเขาควรจะสามารถล็อกอัตราภาษีที่ต่ำกว่า 20% ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ทำข้อตกลง และตั้งข้อสังเกตว่า เวียดนามมีอำนาจต่อรองที่อ่อนแอผิดปกติ เนื่องจากพึ่งพาการค้ากับสหรัฐมาก
นักเศรษฐศาสตร์และนักยุทธศาสตร์ของ Citi กล่าวว่า เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว เชื่อว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่ตลาดเกิดใหม่ในเอเชียต้องกังวล มากกว่าการคาดหวังผลกำไร หากข้อตกลงนี้สะท้อนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
ผู้เชี่ยวชาญของ Citi ระบุว่าอัตราภาษีศุลกากร 20% นั้นสูงกว่าอัตราภาษีศุลกากร 10% ที่คาดว่าจะเรียกเก็บจากสินค้า นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญยังกล่าวเพิ่มเติมว่าอัตราภาษีศุลกากร 40% สำหรับสินค้าที่ขนส่งต่อนั้นบ่งชี้ว่าประเทศอื่นๆ อาจจำเป็นต้องตกลงกันเรื่องภาษีศุลกากรดังกล่าวเช่นกัน
“ประเทศไทย และ มาเลเซีย อาจได้รับผลกระทบมากกว่าประเทศเพื่อนบ้านในเอเชีย ที่กำลังพัฒนาอื่นๆ (นอกเหนือจากเวียดนาม) ตลาดคาดว่าภาษีศุลกากรที่แยกจากกัน และลงโทษสินค้าสวมสิทธิ”
“นอกจากนี้ อาจมีผลกระทบไปยังผู้ส่งออกรายอื่นๆ ที่ตั้งโรงงานในเวียดนามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาด้วยเช่นกัน อย่างเช่น เกาหลีใต้” บันทึกดังกล่าวระบุ

