หน้าแรก ต่างประเทศ กัมพูชา เดินห...

กัมพูชา เดินหน้าร้องยูเอ็น ขอนำเรื่องพิพาทไทยเข้าสมัชชาใหญ่ ชี้ไทยยิงก่อน หวั่นความขัดแย้งลุกลาม

5.07.25 | 13:34 น.

กัมพูชา เดินหน้าร้องยูเอ็น ขอนำเรื่องพิพาทไทยเข้าสมัชชาใหญ่ ชี้ไทยยิงก่อน หวั่นความขัดแย้งลุกลาม


เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ฐานข้อมูลของสหประชาชาติ (UN) ได้เผยแพร่หนังสือของกัมพูชาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนที่ผ่านมา ที่ส่งจาก ผู้แทนถาวรของกัมพูชา ถึงเลขาธิการสหประชาชาติ เพื่อขอนำเรื่องการปะทะกันทางทหารและข้อพิพาทเกี่ยวกับชายแดนไทยกัมพูชา เข้าบรรจุเป็นวาระของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ในหัวข้อ “การป้องกันการขัดแย้งกันด้วยอาวุธ” (Prevention of armed conflict) พร้อมกับแนบหนังสือที่ยื่นไปศาลโลก แสดงเจตจำนงว่าต้องการจะฟ้องคดีในศาล

โดยระบุว่า ตามคำสั่งของรัฐบาลของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอแจ้งให้คุณทราบว่า เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2025 รัฐบาลกัมพูชา ได้ส่งจดหมายถึงนายทะเบียน ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เพื่อแสดงเจตนาที่จะยื่นคำร้องเกี่ยวกับปัญหาชายแดนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข ระหว่าง กัมพูชาและไทย ตามขั้นตอนที่ศาลกำหนด

Advertisement

แม้ว่าจะมีสนธิสัญญาฝรั่งเศส-สยาม ในปี 1904 และ 1907 รวมถึง แผนที่ที่จัดทำโดยคณะกรรมการกำหนดเขตแดนระหว่างอินโดจีนและสยามตามสนธิสัญญาทั้งสองฉบับ แต่ข้อพิพาทเรื่องพรมแดนระหว่างไทยและกัมพูชา ยังคงดำเนินต่อไปเป็นเวลาหลายทศวรรษ แม้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ได้มีคำพิพากษาในปี 1962 และปี 2013 อีกครั้ง โดยทั้ง 2 คดี ยืนยันอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา เหนือปราสาทเขาพระวิหาร และบริเวณโดยรอบ

ความตึงเครียดยังคงอยู่บริเวณโดยรอบ ได้แก่ พื้นที่ช่องบก (Mom Bei) ปราสาทตาเมือนธม (Tamone Thom Temple) ปราสาทตาเมือนโต๊ด (Tamone Touch Temple ) และปราสาทตาควาย (Ta Krabey Temple)

ล่าสุดเมื่อ 28 พฤษภาคม 2568 เกิดการเผชิญหน้าด้วยอาวุธหนักในพื้นที่ช่องบก กองทัพไทยเปิดฉากยิงใส่หน่วยทหารกัมพูชา ที่ประจำการอยู่ในดินแดนอธิปไตยของกัมพูชา ส่งผลให้ทหารกัมพูชาเสียชีวิตอย่างน่าสลดใจ 1 นาย หลังจากนั้น กองกำลังติดอาวุธหนักหลายพันนาย ถูกส่งไประจำการทั้ง 2 ฝั่งชายแดน ทำให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความขัดแย้งครั้งใหญ่ที่กลับมาปะทุอีกครั้ง คล้ายกับปี 2008-2011 ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นเช่นนี้ ก่อให้เกิดภัยคุกคามไม่ใช่เฉพาะกับประเทศของเราทั้ง 2 ชาติ แต่ยังรวมถึง ความมั่นคง และเสถียรภาพในภูมิภาคด้วย

กัมพูชา ได้สนับสนุนการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธี ผ่านการเจรจา สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ โดยพยายามส่งเสริมความเคารพและความเข้าใจซึ่งกันและกันกับไทยอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการเจรจาทวิภาคีซ้ำแล้วซ้ำเล่าล้มเหลว โดยอุปสรรคคือ การขาดเจตจำนงทางการเมืองของไทย การพึ่งพาแผนที่ที่วาดขึ้นฝ่ายเดียวอย่างต่อเนื่อง และ การกระทำที่ละเมิดอธิไตยกัมพูชา

การคุกคามล่าสุดโดย แม่ทัพภาคที่ 2 ของไทย เพื่อแก้ไขข้อพิพาทด้วยกำลัง เป็นตัวอย่างของรูปแบบพฤติกรรมที่ไม่เป็นมิตร พัฒนาการที่น่าห่วงอีกประการคือ ความรู้สึกชาตินิยมสุดโต่ง ที่เพิ่มขึ้นอย่างแพร่หลาย ส่วนใหญ่เกิดจากคำพูดที่ไม่รับผิดชอบของกองทัพไทยและนักการเมืองบางคน

เมื่อพิจารณาถึงความร้ายแรงและเร่งด่วนของสถานการณ์ปัจจุบัน และ เพื่อให้สอดคล้องกับความมุ่งมั่นอย่างสุดความสามารถ ที่จะป้องกันไม่ให้ความตึงเครียดเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน ลุกลามไปสู่ความขัดแย้งด้วยอาวุธ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตพลเรือน รัฐบาลกัมพูชา ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแสวงหาทางแก้ไขผ่านศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ เพื่อขอให้มีการพิจารณาคดีข้อพิพาทเรื่องพรมแดนที่ยืดเยื้อมายาวนานเกี่ยวกับสถานที่ทั้ง 4 แห่งที่กล่าวถึงข้างต้น

เราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า สันติภาพจะคงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อสร้างขึ้นบนรากฐานที่มั่นคงของความยุติธรรม ความเป็นกลาง และความเคารพต่อกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อที่ประชาชนทั้ง 2 ประเทศ จะได้อยู่ร่วมกันในฐานะเพื่อนบ้านที่ดี

ข้าพเจ้าขอขอบพระคุณหากท่านจะเผยแพร่จดหมายฉบับนี้ และ ภาคผนวก เป็นเอกสารของสมัชชาใหญ่สมัยที่ 79 ภายใต้หัวข้อวาระการประชุมที่ 32 เรื่องการป้องกันการขัดแย้งด้วยอาวุธ