
ลูลาชี้ บราซิลใช้การทูตนำ แก้ปัญหาภาษีทรัมป์ ปิดดีลไม่ได้พร้อมโต้กลับ เก็บสหรัฐ 50%
ประธานาธิบดีลุยซ์ อินาซิโอ ลูลา ดา ซิลวา ของบราซิล กล่าวว่าเขาต้องการหาทางออกโดยใช้วิธีทางการทูตต่อคำขู่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ที่จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากบราซิลเป็น 50% แต่ให้คำมั่นจะตอบโต้ด้วยวิธีเดียวกันทันที หากมาตรการภาษีดังกล่าวมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม
“เราจะพยายามเจรจาก่อน แต่ถ้าไม่มีการเจรจา กฎหมายการตอบโต้จะถูกนำมาใช้ ถ้าพวกเขาเก็บเรา 50% เราก็จะเก็บเขา 50%” ลูลากล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์บราซิล
อย่างไรก็ดี นักการทูตบราซิลที่ไม่เปิดเผยชื่อคนหนึ่งเผยว่า ประธานาธิบดีลูลาจะยังไม่ประกาศมาตรการตอบโต้ใดๆ อย่างเป็นทางการจนกว่าภาษีของสหรัฐจะมีผลบังคับจริง ดังนั้นเรายังมีเวลาถึงวันที่ 1 สิงหาคม
ลูลาบอกด้วยว่า รัฐบาลกำลังจัดตั้งคณะกรรมการร่วมกับภาคธุรกิจ เพื่อทบทวนนโยบายการค้าระหว่างบราซิลกับสหรัฐ โดยเฉพาะหลังจากที่รัฐสภาบราซิลเพิ่งผ่านกฎหมายต่างตอบแทน ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการดำเนินมาตรการตอบโต้เมื่อมีการกีดกันสินค้าบราซิลจากต่างชาติ
นอกเหนือจากการขึ้นภาษีเพื่อเป็นการตอบโต้ กฎหมายฉบับนี้ยังเปิดทางให้ลูลา จำกัดการนำเข้าและการลงทุนจากสหรัฐ รวมถึงระงับสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของบริษัทอเมริกันในบราซิลได้อีกด้วย
ในจดหมายที่ส่งถึงลูลาเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม ทรัมป์ยังเชื่อมโยงการขึ้นภาษีกับการที่ศาลของบราซิลเริ่มดำเนินคดีกับอดีตประธานาธิบดีฌาอีร์ โบลโซนารู ในข้อหาวางแผนก่อรัฐประหาร เพื่อขัดขวางไม่ให้ลูลาขึ้นดำรงตำแหน่งหลังการเลือกตั้งในปี 2023 หลังผู้สนับสนุนโบลโซนารูกว่าร้อยคนบุกรัฐสภา โดยทรัมป์ระบุว่าโบลโซนารูกำลังตกเป็นเหยื่อของการล่าแม่มด
ด้านลูลาวิพากษ์โบลโซนารูว่า กำลังสนับสนุนการเก็บภาษีของทรัมป์ต่อบราซิล และเอดูอาร์โด โบลโซนารู ลูกชายของเขาได้เดินทางไปโน้มน้าวและล็อบบี้ทรัมป์ถึงสหรัฐ ดังนั้นอดีตประธานาธิบดีควรต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้
โบลโซนารูโพสต์บนโซเชียลมีเดียเมื่อค่ำวันพฤหัสบดีว่า การได้รับจดหมายประกาศการขึ้นภาษีของทรัมป์ควรอยู่บนสำนึกของความรับผิดชอบ พร้อมย้ำว่าเขาเคารพและชื่นชมรัฐบาลสหรัฐ
“มาตรการของสหรัฐเป็นปฏิกิริยาต่อการที่บราซิลถอยห่างจากเสรีภาพ เรื่องเช่นนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นในรัฐบาลของผม” โบลโซนารูระบุ พร้อมกับเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจเร่งเสนอแนวทางเพื่อฟื้นฟูความเป็นปกติของสถาบัน
แม้สหรัฐจะเป็นคู่ค้ารายใหญ่อันดับสองของบราซิลรองจากจีน และยังเป็นประเทศที่สหรัฐเป็นฝ่ายได้ดุลการค้า แต่แรงกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐเริ่มปรากฏให้เห็นในภาคธุรกิจบางส่วนของบราซิลทันที โดยหุ้นของบริษัทการบินและธนาคารรายใหญ่ของบราซิลปรับตัวลดลงรับข่าวภาษีทรัมป์
ขณะนี้ฝ่ายสหรัฐก็อาจเผชิญผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะในภาคสินค้าเกษตร ที่บราซิลเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ไปยังสหรัฐ อาทิ กาแฟ น้ำส้ม น้ำตาล เนื้อวัว และเอทานอล
แหล่งข่าวในแวดวงการค้า 4 คนให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ว่า หากภาษี 50% มีผลบังคับจริง การนำเข้ากาแฟบราซิลไปยังสหรัฐจะหยุดชะงักเกือบทั้งหมด โดยสหรัฐเป็นผู้ซื้อกาแฟรายใหญ่ที่สุดของบราซิล
ด้านภาคอุตสาหกรรมหลายกลุ่มในบราซิล รวมถึงกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับกาแฟและน้ำมัน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้มีการหาทางออกร่วมกันผ่านการเจรจา โดยโฮซูเอ โกเมส ดา ซิลวา ประธานสมาคมอุตสาหกรรมเซาเปาโล แสดงความคาดหวังว่า การทูตและการเจรจาอย่างมีเหตุผลจะมีชัยเหนืออุดมการณ์และอคติส่วนตัว และสามัญสำนึกนี้จะกลับมาเป็นเครื่องชี้นำความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศอีกครั้ง
