สื่อนอกวิเคราะห์ กลไกอาเซียนแก้ปัญหาไทย-กัมพูชาไม่ได้ ชี้จีนเป็นทางเลือกเดียว
จากกรณีปะทะระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชาที่บริเวณชายแดนที่ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต จนล่าสุดนี้ปัญหาดังกล่าวได้เข้าไปสู่เวทีระหว่างประเทศ สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรายงานการวิเคราะห์แนวทางแก้ไขข้อพิพาทที่เกิดขึ้น
จากการที่ นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิมของมาเลเซีย ซึ่งเป็นประธานอาเซียนประจำปีนี้ ได้ขอให้สองประเทศหลีกเลี่ยงการกระทำที่จะทำให้ความขัดแย้งบานปลาย ธีตา แสงลี (Tita Sanglee) นักวิชาการสมทบสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค ให้สัมภาษณ์กับเดอะการ์เดี้ยนว่า กลไกอาเซียนไม่สามารถที่จะไกล่เกลี่ยข้อขัดแย้งดังกล่าวได้ เพราะอาเซียนยึดถือในหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายใน พร้อมกล่าวว่า จีนเป็นทางเลือกเดียวเพราะมีอิทธิพลสำคัญต่อทั้งกัมพูชาและไทยด้วย
อย่างไรก็ดี แม้ว่าจีนจะมีใกล้ชิดทางเศรษฐกิจกับสองประเทศ ดูเหมือนว่าจีนจะมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับกัมพูชามากกว่า ซึ่งนั้นอาจก่อให้เกิดความกังวลแก่รัฐบาลไทย ในขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีความกังวลให้เรื่องอิทธิพลของจีนในภูมิภาคที่เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว อาจมีความไม่สบายใจในกรณีที่จีนจะมาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยด้วย
ด้าน เดอะนิวยอร์กไทม์ รายงานว่า จีนเป็นประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของไทยและกัมพูชา และได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของสองประเทศเป็นมูลค่าจำนวนมหาศาล ในไทย จีนได้ช่วยสร้างรางรถไฟเชื่อมโยงกรุงเทพฯ กับทางตอนตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ขณะที่ ที่กัมพูชา จีนลงทุนสร้างสนามบินขนาดใหญ่และให้เงินทุนแก่รัฐบาลเพื่อสร้างสถานที่ทำงานของภาครัฐ ไปจนถึงทางด่วนแห่งแรกของประเทศด้วย
หลังก่อนหน้านี้ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศจีน กล่าวว่า จะมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในการเจรจาแก้ไขข้อพิพาทระหว่างไทยและกัมพูชาด้วย อีกทั้ง เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา รัฐบาลจีนแถลงความกังวลต่อเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น พร้อมกล่าวว่า ไทยและกัมพูชาเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของจีน และเสริมว่าจีนยินดีที่จะอำนวยความสะดวกให้เกิดการพูดคุยระหว่างกัน
ในส่วนของ สหรัฐ บทบาทของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถูกตั้งคำถาม สืบเนื่องจากมาตรการภาษีสินค้านำเข้าที่มีอัตราสูงเป็นอย่างมากประกาศเก็บกับทั้งสองประเทศ
อัลจาซีร่ารายงานว่า ฟิล โรเบิร์ตสัน ผู้อำนวยการองค์กรนักสิทธิมนุษยชนและแรงงานแห่งเอเชีย (AHRLA) ชี้ว่า สถานการณ์จะย่ำแย่ลงก่อนที่จะบรรเทาลง ในขณะนี้ไม่มีฝ่ายได้ที่ต้องการมีภาพลักษณ์ว่ายอมถอยหรือยอมแพ้ต่อฝ่ายตรงข้าม ดังนั้นการสู้รบจึงมีแนวโน้มที่จะดำเนินต่อไปอีกสักระยะหนึ่ง โดยส่วนใหญ่จะเป็นการยิงปืนใหญ่ข้ามชายแดนและการปะทะด้วยอาวุธปืนข้ามชายแดนในพื้นที่ที่มีข้อพิพาท

