หน้าแรก ต่างประเทศ ‘ฐิติวุฒิ’ ห่...

‘ฐิติวุฒิ’ ห่วงปมเขมรใช้เทคนิค ‘โจมตีรพ.’ แนะรัฐไทยเก็บหลักฐานแจงโลก

25.07.25 | 12:44 น.

‘ฐิติวุฒิ’ ห่วงปมเขมรใช้เทคนิค ‘โจมตีรพ.’ แนะรัฐไทยเก็บหลักฐาน ‘โดนยั่วยุ’ แจงโลก

สืบเนื่องจาก สถานการณ์การสู้รบหลังกัมพูชาเปิดฉากยิงเข้ามาบริเวณตรงข้ามฐานปฏิบัติการของฝ่ายไทย ปราสาทตาเมือนธม จ.สุรินทร์ จากนั้นมีการปะทะอีก 5 จุดบริเวณแนวชายแดน จ.สุรินทร์ จ.อุบลราชธานี และ จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมานั้น

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้สัมภาษณ์กับ ‘มติชน’ ว่า สถานการณ์ปัจจุบัน ต้องมองเป็น 2 เครื่องมือคู่ขนานกันไปคือ เครื่องมือทางด้านการเมืองและเครื่องมือทางการทหาร ต้องยอมรับว่าเครื่องมือทางด้านการเมือง ณ ปัจจุบัน กัมพูชา โดยเฉพาะตัวของนายกรัฐมนตรี ฮุน มาเนต หรือแม้กระทั่งผู้บัญชาการทหารบกเขาปฏิเสธการเจรจา

“ตามหลักของเขา คือ ต้องการยื่นฟ้องศาลโลกที่เราทราบกันในกรณีของข้อพิพาททั้ง 4 พื้นที่ ทำให้การใช้เครื่องมือด้านเจรจาปิดล็อก แต่คำถามที่ตามมาสำคัญประการหนึ่งคือ ด้วยความที่กองทัพกัมพูชาเขามีความชำนาญในการรบแบบสงครามเวที

ฉะนั้น เทคนิควิธีการทางด้านการทหารของเขา อย่างเช่นการใช้วิธีการยั่วยุหลากหลายอย่าง การเข้ามาวางระเบิดในพื้นที่ ลักษณะการรบแบบกองโจรไม่ได้คำนึงเรื่องกฎหมาย กติการะหว่างประเทศต่าง ๆ ทำให้เครื่องมือที่ 2 ณ ปัจจุบัน กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้ปฏิบัติการด้านการทหารของเราเดินหน้าไป โดยเฉพาะที่เราทราบเรื่องแผนจักรพงษ์ภูวนาถ”  รศ.ดร.ฐิติวุฒิกล่าว

Advertisement

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ กล่าวว่า การวางแผนทำงานนอกเหนือจาก 3 แผนที่รัฐบาลต้องให้ความสนใจคือ แผนการอพยพ แผนการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤต เพราะต้องมีการสื่อสารระหว่างหน่วยงานในการปฏิบัติจริงในพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะ 7 จังหวัดภาคอีสาน

“กรณีปฏิบัติการด้านการทหาร เป็นแค่การปกป้องอำนาจอธิปไตย การป้องกันตนเอง ถ้าถามว่า ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยมีสิทธิอันชอบธรรมในการป้องกันตนเองหรือยัง คำตอบชัดเจนว่าเรามีสิทธิ์ที่จะปกป้องตนเอง แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องตระหนัก คือเรากับกัมพูชาต้องอยู่ร่วมกันไปตลอด ฉะนั้นแม้ว่าการใช้เครื่องมือด้านการทหารจำเป็น แต่จะต้องเสร็จสิ้นภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว และเราจะต้องจบท้ายด้วยการเจรจา” รศ.ดร.ฐิติวุฒิชี้

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ บุญยวงศ์วิวัชร

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ กล่าวว่า ปัญหาของไทยและกัมพูชาเรื่อยมา ตั้งแต่ก่อนปี 54 ถึงปัจจุบัน สายสัมพันธ์ระหว่างส่วนบุคคลเรามีกับชายแดนอื่น แต่กับชายแดนกัมพูชามันไม่แน่นอน จึงทำให้รูปแบบการเจรจาเริ่มเป็นไปได้ยาก แต่อาจจะต้องมีการคุยกันไปเรื่อย ๆ หลังจากที่มีการปะทะ ในระยะยาวเอง การกลับมาใช้ทั้งการเมืองกับการทหารควบคู่กันยังจำเป็นต้องมีอยู่

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ กล่าวอีกว่า ต่อมาเรื่องการโพสต์ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ทั้งผ่านเฟซบุ๊ก การตอบโต้กันไปมา ก็เป็นส่วนหนึ่งของสงครามข้อมูลข่าวสาร ฉะนั้นผู้ขัดแย้งในสงคราม สมมุติว่ามีพยานหลักฐานก็ต้องบันทึกไว้อย่างละเอียด อย่างเช่นประเทศไทยเราก็ต้องมีการเก็บภาพบันทึกไว้ เพราะสถานการณ์หลังจากนี้ไป แน่นอนว่าต้องเป็นที่สนใจในเวทีระหว่างประเทศ ซึ่งเราก็ต้องเอาไปเป็นหลักฐานว่าเอาเข้าจริงแล้วลักษณะการใช้วิธีการยั่วยุ เรามีหลักฐานอะไรที่ฝ่ายกัมพูชาเป็นคนดำเนินการ

“ตอนนี้ในระยะที่กำลังเกิดขึ้น สิ่งที่ห่วงมากที่สุด คือ ทางฝ่ายกัมพูชาเขาโจมตีโรงพยาบาล ผมคิดว่าสำคัญมากเพราะมันขัดกับสิ่งที่เราเรียกว่า กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะข้อห้ามเรื่องการโจมตีพื้นที่โรงพยาบาลและพื้นที่โล่มนุษย์ ซึ่งของฐานกัมพูชาเขาเอาชาวบ้านมาอยู่กับพลเรือน ณ ปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่ต้องกังวลด้วยคือ ถ้ากลยุทธ์ของกัมพูชาใช้วิธีการโจมตีมั่วเช่นนี้ ทำให้การเจรจาเป็นไปได้ยากขึ้น การทูตแบบทางการ การส่งทูต หรือการเรียกทูตกลับต่าง ๆ คือการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์การลดระดับความสัมพันธ์ถึงขั้นต่ำสุด” รศ.ดร.ฐิติวุฒิระบุ

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ กว่าวว่า สิ่งหนึ่งที่อยากให้มีและควรจะมีคือการหาช่องทางอื่น ต้องหาคนที่พอมีบารมีของทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายกัมพูชาที่สามารถพูดคุยด้วยกันได้ อย่างเช่นสมัยก่อนเรามีบทบาทของพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ และพลเอก เตีย บัญ ที่สามารถคุยกันได้ แต่ ณ ปัจจุบัน ท่าทีที่แข็งกร้าวของฮุน มาเนต ทำให้การพยายามที่จะหาช่องทางการคุยแบบส่วนตัว หรือการใช้กลไกแบบอื่นทำได้ยาก แต่น่าจะพอมีอยู่บ้าง ในกรณีของทหารกัมพูชาจำนวนหนึ่งที่มีความคุ้นเคยกับทหารไทยในพื้นที่ ผมคิดว่าถ้ามันสามารถที่จะขยายการคุยใน Track 2 ให้เป็นทางการ และสามารถนำไปสู่การคุยระดับ RBC ให้ชัดหรือเร็วขึ้น ผมคิดว่าน่าจะเป็นการดี

“ส่วนภาครัฐไทย มี 2 ประเด็นหลักที่จะต้องมุ่งดำเนินการ ประเด็นแรก เรื่องภายในประเทศบริเวณพื้นที่ส่วนหลังจะต้องมีการสื่อสารและติดตามอย่างชัดเจนเพื่อปกป้องพลเรือน ได้แก่ แผนการอพยพ แผนการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม และแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤต โดยเฉพาะการสื่อสารกับประชาชนต้องชัด

ประเด็นที่สอง ประเทศไทยจะต้องสื่อสารแบบสังคมนานาชาติว่า กลยุทธ์แบบกองโจรที่ใช้รบแบบสงครามเต็มรูปแบบของกัมพูชา โดยเฉพาะการใช้โล่มนุษย์ในฝั่งกัมพูชาเองและการโจมตีโรงพยาบาลในฝั่งไทย ละเมิดอย่างร้ายแรงต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ซึ่งอาจจะสุ่มเสี่ยงทำให้กัมพูชาเองกลายเป็นอาชญากรสงครามและอาชญากรรมสงคราม ผมว่า 2 ประเด็นนี้จะต้องพูดให้ชัด” รศ.ดร.ฐิติวุฒิชี้

แฟ้มภาพ ปืนใหญ่เขมร ถล่มปั๊มปตท.กันทรลักษ์ เมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ กล่าวอีกว่า หากถามว่าบริบทของนานาชาติจะสามารถเข้ามาได้ไหม ณ ปัจจุบัน ธงของกัมพูชากับธงของไทยมันไม่เหมือนกัน ธงของกัมพูชา คือ การปะทะเพื่อไปศาลโลก แต่ธงของไทย คือ เรื่องสิทธิป้องกันตนเองเพื่อไปสู่การเจรจาสองฝ่าย

“กรณีของอาเซียนอาจจะไม่ถึงเฟสที่อาเซียนต้องเข้ามา หากอาเซียนจะเข้ามาจริง ๆ มันต้องได้รับการยอมรับจากทั้งสองฝ่าย และเข้ามาในช่วงเวลาที่เหมาะสม แต่ท่าทีของอาเซียนในการแสดงความห่วงใย ท่าทีเรื่องของประชาคมอาเซียนที่รักษาเสถียรภาพภายในภูมิภาค อาเซียนสามารถทำได้ อาเซียนช่วยได้ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสำหรับการเจรจาไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” รศ.ดร.ฐิติวุฒิเผย

รศ.ดร.ฐิติวุฒิ กล่าวว่า สถานการณ์ตอนนี้ ตนคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ทั้งในแง่ของภาครัฐไทย ทั้งประชาชนไทยจะต้องกระทำร่วมกันคือ ภาครัฐจะต้องสื่อสารให้ประชาชนมองภาพและเข้าใจไปในทางเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องของการปกป้องพลเรือน

“ทั้งนี้เรื่องของการปกป้องพลเรือนที่สำคัญและต้องทำต่อคือ การประเมินพื้นที่เสี่ยงที่อยู่ในระยะของการใช้อาวุธหนัก ต้องยอมรับปัจจุบันกัมพูชาเขาใช้อาวุธหนักและระยะการยิงต้องมีการประเมินอย่างต่อเนื่อง เพราะแน่นอนว่าแผนที่เราเตรียมอพยพ ผมคิดว่า 7 จังหวัดชายแดนของกระทรวงมหาดไทยเตรียมอยู่แล้ว แต่ในกรณีระยะการยิงของอาวุธไกล เราต้องดูว่าเวลาใช้จริงกินขอบเขตพื้นที่แค่ไหน เพื่อเราจะได้อพยพพลเรือนออกมาจากพื้นที่ตรงนั้น อันนี้อาจเป็นงานที่ต้องทำควบคู่กันไป” รศ.ดร.ฐิติวุฒิกล่าวทิ้งท้าย