บทวิเคราะห์ ‘บีบีซี’ ชี้ มิตรภาพแตกร้าวสองตระกูล เบื้องหลังเหตุปะทะเดือดไทย-กัมพูชา
โจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวบีบีซีประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุในข้อเขียนเชิงวิเคราะห์กรณีปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยพาดหัวข้อเขียนว่า “มิตรภาพที่แตกร้าว เบื้องหลังการสู้รบที่ชายแดนไทย-กัมพูชา”
บทวิเคราะห์ชิ้นนี้ร่ายยาวถึงประวัติศาสตร์ความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชาว่าเกิดขึ้นอยู่เป็นระยะจากการมีพรมแดนติดต่อกันเป็นระยะทางยาว ซึ่งมีบางพื้นที่ที่ทั้งสองฝ่ายต่างอ้างสิทธิ์ และมีการปะทะกันรุนแรงในอดีตเช่นในปี 2551 และปี 2554 ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 40 ราย แต่เหตุปะทะเหล่านั้นได้ลดความรุนแรงลงอย่างรวดเร็ว แม้กระทั่งเหตุปะทะเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ที่มีทหารกัมพูชาเสียชีวิต 1 นาย ซึ่งดูเหมือนว่าทั้งสองฝ่ายกระตือรือร้นที่จะป้องกันไม่ให้มีความรุนแรงมากขึ้น กระทั่งเหตุปะทะกันเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม ซึ่งฝ่ายไทยระบุว่าทำให้มีผู้เสียชีวิตในไทยแล้วอย่างน้อย 15 ราย ทั้งหมดเป็นพลเรือน ยกเว้น 1 รายที่เป็นทหาร ส่วนกัมพูชาอ้างว่ามีพลเรือนของตนเสียชีวิตอย่างน้อย 1 ราย
บทวิเคราะห์นี้ตั้งคำถามว่าแล้วเหตุใดการปะทะบริเวณชายแดนครั้งนี้ซึ่งปะทุขึ้นหลังจากทหารไทย 5 นายได้รับบาดเจ็บจากกับระเบิดเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคมนั้น จึงลุกลามกลายเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้นมาก ก่อนบทวิเคราะห์จะชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศย่ำแย่ลงอย่างมากเมื่อปลายเดือนที่ผ่านมา หลังสมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภาและอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลของกัมพูชา ได้สร้างความอับอายให้กับน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีของไทย จากคลิปเสียงสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่างน.ส.แพทองธารกับฮุน เซน เกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนที่หลุดสู่สาธารณะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าน.ส.แพทองธารกล่าววิจารณ์หนึ่งในผู้บัญชาการทหาร จนสร้างความไม่พอใจให้กับประชาชนอย่างมาก กระทั่งส่งผลให้น.ส.แพทองธารถูกร้องเรียนและศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีเป็นการชั่วคราว
โจนาธาน เฮด ระบุว่าไม่ชัดเจนว่าเหตุใดฮุน เซน ถึงเลือกทำเช่นนี้ โดยทำลายความสัมพันธ์ส่วนตัวอันใกล้ชิดระหว่างสองครอบครัวที่มีมายาวนานหลายสิบปี และว่า ในอดีตที่ผ่านมา มิตรภาพระหว่างสองตระกูลถูกฝ่ายตรงข้ามของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นำมาใช้กล่าวหาว่าเขาให้ผลประโยชน์ของกัมพูชาสำคัญกว่าผลประโยชน์ชาติของไทย อีกทั้งระบุว่าทั้งสองประเทศยังเคยมีความร่วมมือกันในประเด็นที่ไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เช่น ไทยส่งกลับผู้เห็นต่างชาวกัมพูชา 6 รายให้กับกัมพูชาที่เมื่อไปถึงพวกเขาเหล่านั้นได้ถูกคุมขังในทันที กรณีการลักพาตัวสูญหายไปของนายวันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ นักเคลื่อนไหวชาวไทยหลังหลบหนีไปอยู่ในกัมพูชาหรือคดีลอบยิงสังหารผู้นำฝ่ายค้านของกัมพูชาที่กรุงเทพฯ เมื่อต้นปีนี้
ข้อเขียนนี้ระบุว่าท่ามกลางฉากหลังเช่นนี้ คลิปเสียงสนทนาของน.ส.แพทองธารกับฮุนเซนที่หลุดออกมา ทำให้ครอบครัวชินวัตรตั้งตัวไม่ทัน ซึ่งปฏิกิริยาทั้งจากทักษิณและน.ส.แพทองธารแสดงให้เห็นถึงความรู้สึกถูกหักหลังและได้นำไปสู่สงครามวิวาทะที่ทวีความรุนแรงขึ้นระหว่างสองประเทศ แต่เรื่องนี้ไม่ได้เป็นแค่เพียงคำพูด เมื่อตำรวจไทยได้เริ่มสอบสวนนักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลชาวกัมพูชาซึ่งมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับฮุน เซน ที่ถูกกล่าวหาว่าเบื้องหลังคือหัวหน้าแก๊งคอลเซ็นเตอร์
ขณะที่บริเวณชายแดนก็มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดเหตุปะทะรุนแรงระหว่างสองกองทัพ แต่แทนที่ฮุน เซน จะถอยกลับ เขากลับฉวยโอกาสนี้ยกระดับวาทกรรมโจมตีไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวชินวัตร โดยอ้างว่ามีเอกสารลับที่สามารถตัวทักษิณได้ ก่อนที่ไทยจะตอบโต้ด้วยการขับทูตกัมพูชากลับประเทศและเรียกตัวทูตไทยประจำกัมพูชาหลังความขัดแย้งรอบล่าสุดปะทุขึ้น
บทวิเคราะห์ชี้ว่าดูเหมือนว่าขณะนี้ยังไม่มีฝ่ายใดจะยอมถอย ทั้งสองประเทศต่างก็ขาดผู้นำที่มีความเข้มแข็งและความมั่นใจมากพอที่จะประนีประนอมได้ กัมพูชามีนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีผู้เป็นบุตรชายของอดีตผู้นำที่แข็งแกร่ง แต่ยังขาดอำนาจบารมีในตัวเอง ขณะที่ฮุน เซน ผู้พ่อก็ดูเหมือนพร้อมที่จะผลักดันให้ความขัดแย้งนี้รุนแรงยิ่งขึ้นเพื่อเสริมภาพลักษณ์ชาตินิยมของตน
ส่วนไทยมีรัฐบาลผสมที่ไม่มั่นคงซึ่งมีพรรคของทักษิณเป็นแกนนำ กำลังเผชิญกับเศรษฐกิจที่ซบเซาและยังต้องรับมือกับภัยคุกคามจากมาตรการภาษีของสหรัฐ จึงไม่สามารถแสดงความอ่อนแอในการเผชิญหน้ากับกัมพูชาได้
ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาเองก็ต้องรับมือกับเศรษฐกิจที่ย่ำแย่เช่นกัน ทั้งยังได้รับผลกระทบจากนักท่องเที่ยวจีนที่หลีกเลี่ยงการเดินทาง เนื่องจากหวั่นจะถูกลักพาตัวไปทำงานที่ศูนย์หลอกลวงออนไลน์ อย่างไรก็ดี ทั้งสองประเทศยังมีนักการเมืองมากประสบการณ์อย่างฮุน เซน และทักษิณ ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่ทั้งสองพร้อม ก็น่าจะหาทางออกจากวิกฤตครั้งนี้ได้ นอกจากนี้ยังต้องจับตาดูว่าสมาชิกประเทศอาเซียนอื่น ๆ จะเข้ามามีบทบาทในความขัดแย้งครั้งนี้หรือไม่ และจะสามารถโน้มน้าวให้ทั้งสองประเทศลดความตึงเครียดลงได้หรือไม่
แต่สิ่งที่ยังเป็นปริศนาในขณะนี้คือ เหตุใดฮุน เซนจึงเลือกที่จะทำลายมิตรภาพครั้งนี้และเติมเชื้อไฟให้กับความขัดแย้ง บางทีอาจเป็นเพราะในปีนี้ไทยเริ่มกดดันกวาดล้างศูนย์หลอกลวงออนไลน์ หรืออาจเป็นเพราะความทะเยอทะยานของทักษิณที่จะทำให้การพนันถูกกฎหมาย ซึ่งเป็นภัยคุกคามต่อธุรกิจคาสิโนของกัมพูชา หรืออาจจะเป็นเรื่องที่ง่ายกว่านั้น คือการเคลื่อนไหวอย่างมีเล่ห์เหลี่ยมของนักการเมืองที่ช่ำชองที่สุดคนหนึ่งของเอเชียที่เลือกจะละทิ้งพันธมิตรอย่างทักษิณที่สูญเสียอิทธิพลในไทยลงไปอย่างมาก แล้วหันมาเสริมภาพลักษณ์ความเป็นชาตินิยมของเขาในสายตาประชาชนตนเอง

