กต.โต้ เขมรร้องยูเนสโก อ้างไทยโจมตีทำ ’พระวิหาร’ เสียหาย ชี้จุดปะทะอยู่ห่างตัวปราสาท
นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้แถลงข่าว เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม ถึงสถานการณ์ความคืบหน้าของการปะทะกันระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชา ที่ดำเนินมาต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 โดยให้รายละเอียดถึงกระบวนการขั้นตอนที่เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติจะชี้แจงในการประชุมฉุกเฉินของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) ในเวลา 15.00 น. ตามเวลาในนครนิวยอร์ก รวมถึงกรณีที่กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ของกัมพูชาที่จะยื่นร้องต่อสำนักงานยูเนสโกถึงความเสียหายรุนแรงที่ปราสาทเขาพระวิหารและพื้นที่โดยรอบจากการโจมตีของกองทัพไทย
นายนิกรเดชกล่าวความคืบหน้าล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศได้มีหนังสือถึงเลขาธิการสหประชาชาติแล้ว และเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก ได้เข้าพบเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรปากีสถาน ณ นครนิวยอร์ก ในฐานะประธาน UNSC ประจำเดือนกรกฎาคม เพื่อยื่นหนังสือชี้แจงเหตุการณ์การใช้กำลังทหารที่เริ่มโดยฝั่งกัมพูชา และการละเมิดพันธกรณีระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง และขอให้เวียนหนังสือดังกล่าวของไทยเป็นเอกสารของ UNSC เพื่อให้สมาชิกของ UNSC ได้รับทราบ
นอกจากนั้น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจะจัดการประชุมแบบปิด เพื่อหารือถึงสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา การประชุมในลักษณะนี้จัดขึ้นเป็นปกติเมื่อมีเหตุการณ์ปะทะระหว่างสองประเทศ ไม่ใช่การประชุมเพื่อลงมติ แต่เป็นการหารืออย่างไม่เป็นทางการเท่านั้น โดยมีผู้เข้าร่วมคือสมาชิก UNSC จำนวน 15 ประเทศ รวมทั้งไทยและกัมพูชาในฐานะประเทศคู่กรณี ซึ่งเอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติจะเข้าร่วมการประชุมดังกล่าวเพื่อชี้แจงต่อที่ประชุม
ส่วนจากกรณีที่กระทรวงวัฒนธรรมและวิจิตรศิลป์ของกัมพูชาออกแถลงการณ์กล่าวหา ว่ากองทัพไทยได้รุกรานและสร้างความเสียหายต่อประสาทเขาพระวิหาร ซึ่งเป็นแหล่งมรดกโลก เป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศโดยกฎหมายคุ้มครองแหล่งวัฒนธรรมภายใต้กรอบยูเนสโก นายนิกรเดชชี้แจงว่า การปะทะกันระหว่างกองทัพไทยและกัมพูชา เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมนั้น ฝ่ายกัมพูชาเป็นฝ่ายเริ่มเปิดฉากยิงก่อนบริเวณห้วยตามาเรียและภูมะเขือ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวปราสาทพระวิหารถึง 2 กิโลเมตร จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีกระสุนหรือสะเก็ดระเบิดที่มีวิถีไกลไปถึงตัวปราสาทเขาพระวิหาร ในกรณีนี้ ไทยจะมีหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการต่อไป
สุดท้าย นายนิกรเดชเน้นย้ำว่าความขัดแย้งและการปะทะที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาระหว่างรัฐบาลและกองทัพของทั้งสองประเทศ ไม่ใช่ปัญหาระหว่างประชาชน จึงขอให้คำนึงว่าไทยและกัมพูชายังเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องอยู่ร่วมกันต่อไป
ส่วนในคำถามที่ว่าทางกระทรวงการต่างประเทศมีความพร้อมแค่ไหนที่กัมพูชาพยายามดันเรื่องเข้าสู่ UNSC และหลายฝ่ายมองว่าอาจไปถึงศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก นั้น นายนิกรเดชกล่าวว่าขอให้แยก 2 เรื่องนี้ออกจากกัน สำหรับ UNSC ทั้งสองประเทศต่างต้องการที่จะไปเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งตนมั่นใจว่าข้อเท็จจริงของฝั่งไทยเป็นความจริง ว่าเราเป็นผู้ถูกโจมตีก่อนและดำเนินการเพื่อปกป้องอธิปไตยและประชาชนคนไทย ส่วนเรื่องศาลโลกนั้น ไทยพร้อมที่จะดูแลทั้ง 2 เวทีนี้ แม้ไทยจะไม่ได้รับอำนาจศาลโลก แต่ไทยก็ไม่ได้นิ่งนอนใจและมีความพร้อม มีการพูดคุยกับนักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงกรมสนธิสัญญามีการเตรียมตัวอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว

