สหรัฐ-จีน เปิดเจรจารอบใหม่ ขยายข้อตกลงภาษี ปูทาง ทรัมป์พบสี
เจ้าหน้าที่เศรษฐกิจระดับสูงของสหรัฐและจีนกลับมาเจรจากันอีกครั้งในวันที่ 28 กรกฎาคม ที่กรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เพื่อพยายามแก้ไขข้อพิพาททางเศรษฐกิจที่ยืดเยื้อ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของสงครามการค้าระหว่างสองประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายเวลาระงับการเก็บภาษีเพิ่มเติมออกไปอีก 3 เดือน และหลีกเลี่ยงการปรับขึ้นภาษีศุลกากรในอัตราสูง
จีนกำลังนับถอยหลังสู่เส้นตายวันที่ 12 สิงหาคม เพื่อบรรลุข้อตกลงด้านภาษีกับรัฐบาลสหรัฐภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากที่ทั้งสองประเทศได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน เพื่อยุติการตอบโต้ทางภาษีและการระงับการส่งออกแร่หายาก
การเจรจาครั้งใหม่ในกรุงสตอกโฮล์มมีขึ้นหลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งบรรลุข้อตกลงการค้าที่ใหญ่ที่สุดกับสหภาพยุโรปเมื่อวันอาทิตย์ โดยมีการเรียกเก็บภาษี 15% สำหรับสินค้าส่งออกส่วนใหญ่ของอียูมายังสหรัฐ ที่รวมถึงรถยนต์ ขณะเดียวกัน สหภาพยุโรปตกลงที่จะซื้อพลังงานจากสหรัฐมูลค่า 7.5 แสนล้านดอลลาร์ และลงทุนในสหรัฐ 6 แสนล้านดอลลาร์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจคาดว่า จะไม่มีความคืบหน้าใดๆ เกิดขึ้นในการเจรจาของสหรัฐและจีน แต่มีแนวโน้มว่าจะมีการขยายระยะเวลาระงับการเก็บภาษีและควบคุมการส่งออกที่ได้ตกลงกันไว้เมื่อกลางเดือนพฤษภาคมออกไปอีก 90 วัน
การขยายเวลาออกไปจะช่วยไม่ให้สถานการณ์ตึงเครียดมากขึ้น และเอื้อต่อการวางแผนสำหรับการพบปะหารือระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในช่วงปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน
โฆษกกระทรวงการคลังสหรัฐปฏิเสธที่จะแสดงความคิดเห็นต่อรายงานของหนังสือพิมพ์ South China Morning Post ซึ่งอ้างแหล่งข่าวว่า ทั้งสองฝ่ายจะงดเว้นการใช้มาตรการภาษีหรือการอื่นๆ ที่อาจทำให้สงครามการค้าทวีความรุนแรงขึ้นในช่วง 90 วันข้างหน้า
ขณะที่รัฐบาลทรัมป์เตรียมที่จะเก็บภาษีสินค้าเฉพาะกลุ่มจากจีนเพิ่มเติมในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งรวมถึงเซมิคอนดักเตอร์ ยา เครนยกตู้สินค้าจากเรือ และสินค้าอื่นๆ
การเจรจาการค้าก่อนหน้านี้ระหว่างสหรัฐกับจีนที่นครเจนีวาและกรุงลอนดอนเมื่อเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน มุ่งเน้นไปที่การลดภาษีต่างตอบแทนที่สูงถึงสามหลัก และการฟื้นฟูการส่งออกแร่หายากที่จีนระงับไว้ รวมถึงชิป AI H20 ของ Nvidia และสินค้าอื่นๆ ที่สหรัฐระงับไม่ให้ส่งไปยังจีน
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ของการขยายกรอบเวลาออกไป และกล่าวว่าเขาต้องการให้จีนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจากการพึ่งการส่งออกไปสู่การบริโภคภายในประเทศมากขึ้น ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวที่สหรัฐพยายามผลักดันมาหลายสิบปี
จนถึงขณะนี้ การเจรจายังไม่ได้ก้าวไปถึงประเด็นเศรษฐกิจที่ลึกกว่า เช่น ข้อร้องเรียนของสหรัฐที่ว่า รูปแบบการส่งออกของจีนที่ขับเคลื่อนโดยรัฐกำลังทำให้สินค้าราคาถูกล้นตลาดโลก ขณะที่จีนก็ไม่พอใจกับการควบคุมการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีของสหรัฐ ที่มีเป้าหมายที่จะสกัดการเติบโตของจีน
นักวิเคราะห์ระบุว่า การเจรจากับจีนซับซ้อนกว่าประเทศเอเชียอื่นๆ มาก และต้องใช้เวลานานกว่า เนื่องจากจีนมีอำนาจเหนือตลาดโลกในเรื่องของแร่หายากและแม่เหล็ก ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมของสหรัฐ ตั้งแต่อาวุธไปจนถึงมอเตอร์ปัดน้ำฝนในรถยนต์
หนึ่งในประเด็นหลักที่เชื่อว่าจะมีการหารือกันในการเจรจาระหว่างสหรัฐ-จีนครั้งนี้ คือความเป็นไปได้ของการพบกันระหว่างทรัมป์และสี ซึ่งทรัมป์กล่าวว่าเขาจะตัดสินใจเร็วๆ นี้เกี่ยวกับการเยือนจีนอย่างเป็นทางการ อย่างไรก็ดี หากเกิดความตึงเครียดด้านภาษีหรือการควบคุมส่งออกระลอกใหม่ การประชุมตามแผนการที่วางไว้ก็อาจต้องพับเก็บไป
ซุน เฉิงหาว นักวิชาการจากศูนย์ยุทธศาสตร์และความมั่นคงระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยชิงหัวในปักกิ่ง กล่าวว่า การประชุมสุดยอดผู้นำรัฐจะเป็นโอกาสให้สหรัฐลดภาษี 20% สำหรับสินค้าจีนที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิล และในทางกลับกัน จีนอาจทำตามคำมั่นในปี 2020 ที่จะเพิ่มการนำเข้าสินค้าเกษตรและสินค้าอื่นๆ จากสหรัฐ
“การที่มีแนวโน้มจะเกิดการประชุมผู้นำ ถือเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการเจรจา เพราะทุกฝ่ายล้วนต้องการให้เกิดข้อตกลง หรืออย่างน้อยก็ปูทางไว้ล่วงหน้า” ซุนกล่าว
ตามความเห็นของนักวิเคราะห์ จีนมีแนวโน้มที่จะร้องขอให้สหรัฐลดภาษีหลายส่วนที่รวมกันแล้วสูงถึง 55% สำหรับสินค้าส่งออกของจีนส่วนใหญ่ และผ่อนคลายมาตรการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยีขั้นสูงของสหรัฐลงอีก โดยจีนให้เหตุผลว่า การที่จีนซื้อสินค้าจากสหรัฐเพิ่มขึ้นจะช่วยลดตัวเลขการขาดดุลการค้าของสหรัฐกับจีน ซึ่งอยู่ที่ 2.95 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2024

