‘MOAB’ žระเบิดตัวแม่ อานุภาพร้าย น้องๆ ‘นิวเคลียร์’ž

15.04.17 | 16:37 น.
ภาพ AFP

ระเบิดจีบียู-43/บี Massive Ordnance Air Blast bomb (MOAB) หากแปลตรงตัวคือระเบิดชนิดจุดชนวนกลางอากาศขนาดใหญ่

แต่มันถูกเรียกขานในอีกชื่อหนึ่งว่าเป็น แม่ของระเบิดทั้งมวลŽ

ด้วยเหตุที่มันคือระเบิดประเภท นอน-นิวเคลียร์Ž หรือระเบิดประเภทที่ไม่ใช่นิวเคลียร์ขนาดใหญ่ที่สุดที่กองทัพสหรัฐมีอยู่ เป็นระเบิดในรูปแบบที่ให้อานุภาพทำลายล้างสูงที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยกองทัพสหรัฐ ซึ่งขณะที่มีการพัฒนาระเบิดชนิดนี้ มันถูกระบุว่าเป็นอาวุธที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูงสุดเท่าที่เคยทำขึ้นมานอกเหนือจากอาวุธนิวเคลียร์

แม้ว่าสหรัฐจะได้ทำการทดลองระเบิดชนิดนี้ครั้งแรกเมื่อปี 2546 แต่มันเพิ่งถูกนำมาใช้ในปฏิบัติการทางทหารครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 เมษายนที่ผ่านมา กับปฏิบัติการถล่มเทือกเขาซึ่งถูกระบุว่าเป็นฐานที่มั่นของกองกำลังรัฐอิสลาม (ไอเอส) ในเขตอะชิน จ.นันกาฮาร์ ทางตะวันออกของอัฟกานิสถาน ด้วยน้ำหนักมากถึงเกือบ 9,800 กิโลกรัม

ในนั้นมีมวลของดินระเบิดมากถึงเกือบ 8,200 กิโลกรัม ทำให้อานุภาพของจีบียู-43 ไม่ต่างจากระเบิดนิวเคลียร์ขนาดเล็ก เพราะแรงระเบิดที่เกิดขึ้นเทียบเท่ากับอานุภาพของระเบิดทีเอ็นที 11 ตัน หรือ 11,000 กิโลกรัม

Advertisement

ระเบิดดังกล่าวมีขนาดยาว 9 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางที่เป็นความกว้างของระเบิด 1 เมตร ติดตั้งระบบจีพีเอสนำทางเพื่อความแม่นยำในการโจมตีเป้าหมาย

ด้วยขนาดใหญ่โตและน้ำหนักมาก ทำให้ไม่สามารถหย่อนจากช่องทิ้งระเบิดของเครื่องบินทิ้งระเบิด (บอมเบอร์) ทั่วไปได้ ต้องใช้วิธีทิ้งระเบิดดังกล่าวผ่านทางประตูท้ายลำของเครื่องบินลำเลียงเอ็มซี-130 และระบบจุดชนวนจะจุดชนวนระเบิดก่อนที่ใกล้จะตกลงสู่พื้นดิน โดยปกติจะจุดชนวนระเบิดที่ระดับ 1.8 เมตรเหนือพื้นดิน

แรงระเบิดจะทำให้เกิดคลื่นกระแทกเป็นรัศมีกว้างออกไปราว 150 เมตรในทุกทิศทาง ซึ่งเป็นผลจากดินระเบิด 8,200 กิโลกรัมที่บรรจุอยู่ภายใน ขณะที่ปลอกระเบิดซึ่งทำโดยอะลูมิเนียมแบบบาง ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อให้รัศมีของระเบิดสามารถกินวงกว้างให้ได้มากที่สุด

ระเบิดชนิดนี้ยังถูกเรียกว่า เทอร์โมบาริค บอมบ์Ž ซึ่งเป็นชนิดของระเบิดที่ออกแบบมาเพื่อการทำลายล้างศัตรูในหลุมหลบภัย หรือในถ้ำโดยเฉพาะ ระเบิดชนิดนี้แตกต่างจากระเบิดทั่วไปตรงที่ไม่มีส่วนผสมซึ่งเป็น ออกซิไดเซอร์Ž อยู่ในตัว (ซึ่งทำให้สามารถบรรจุดินระเบิดไทรโทนอลŽ ที่เป็นส่วนผสมของทีเอ็นที 4 ส่วน กับผงอะลูมิเนียม 1 ส่วนได้มากขึ้น) แต่จะใช้ออกซิเจนในบริเวณที่มีการจุดระเบิดเป็นออกซิไดเซอร์แทน

เมื่อระบบจุดระเบิดทำงาน ปฏิกิริยาทางเคมีที่เกิดขึ้นจะก่อสภาพเหมือนออกซิเจนจากพื้นที่โดยรอบถูกดูดเข้าไปเพื่อเกิดการระเบิด ในขณะที่ผงอะลูมิเนียมจะถูกคลื่นกระแทกกระจายออกเป็นฝุ่นติดไฟที่สามารถสูดเข้าไปในระบบหายใจของมนุษย์ได้

ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในรัศมีของระเบิด หากไม่เสียชีวิตด้วยการสูดเปลวไฟเข้าไปในระบบหายใจ ก็จะเสียชีวิตเพราะปอดฉีกเนื่องจากออกซิเจนในปอดถูกดูดกระชากออกมากะทันหัน

ทำให้ถึงแม้อิทธิฤทธิ์ของระเบิดจะไม่สามารถทำลายล้างระบบถ้ำหรือระบบอุโมงค์ใต้ดิน แต่จะมีประสิทธิภาพสูงสุดในการทำลายชีวิตคนหรือสิ่งมีชีวิตภายในระบบถ้ำทั้งหมดเพราะออกซิเจนถูกดูดออกมานั่นเอง

ต้นแบบของระเบิดชนิดนี้คือ บีแอลยู-82บี/ซี-130Ž หรือ เดซีคัตเตอร์Ž ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นใช้งานในสงครามเวียดนาม เพื่อใช้ในการเคลียร์พื้นที่ป่าสำหรับใช้เป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์ โดยจีบียู-43/บี ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในสงครามอิรัก แต่ยังไม่มีการนำมาใช้งาน สหรัฐอเมริกาผลิตขึ้นใช้ประจำการเพียง 20 ลูก โดยระเบิดลูกหนึ่งมีมูลค่าสูงถึง 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 560 ล้านบาท

อย่างไรก็ดี MOAB ไม่ใช่ระเบิดที่ไม่ใช่นิวเคลียร์ที่มีอานุภาพร้ายแรงที่สุด เพราะยังมีระเบิดของรัสเซียที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น พ่อของระเบิดทั้งมวล

นั่นคือ Massive Ordnance Penetrator ของรัสเซีย ซึ่งหนักถึงกว่า 13,600 กิโลกรัม มีอานุภาพในการทำลายล้างเทียบเท่าอานุภาพของระเบิดทีเอ็นทีราว 44 ตัน และรัศมีการทำลายล้างกว้างถึง 300 เมตร

ขณะนี้ยังไม่เคยนำมาใช้จริง