รายงาน : เรียนรู้ประสบการณ์ตรง “ไอยูยู”ประมงเยอรมนี

16.04.17 | 18:00 น.

ความพยายามในการเดินหน้าแก้ไขปัญหาการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม หรือไอยูยูของไทย ยังคงเป็นประเด็นที่ภาครัฐให้ความสนใจและดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เมื่อปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศ นำโดยน.ส.พรรณนภา จันทรารมย์ รองอธิบดีกรมยุโรป ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้นำคณะชาวประมงพื้นบ้าน 10 คน จากจังหวัดชายฝั่ง 6 จังหวัด ประกอบด้วยสมุทรสงคราม ประจวบคีรีขันธ์ ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช และปัตตานี เดินทางไปเยี่ยมชมและเรียนรู้การทำประมงของรัฐทางภาคเหนือของเยอรมนีที่ติดกับทะเลเหนือและทะเลบอลติก เพื่อศึกษาแนวทางปฏิรูปการทำประมงและการสร้างความเข้มแข็งให้กับชาวประมง

การนำคณะชาวประมงพื้นบ้านไปศึกษาดูงานในเยอรมนีครั้งนี้ เกิดขึ้นได้ด้วยการประสานงานของนางอุลริเค่อ โรดุสท์ สมาชิกคณะกรรมาธิการด้านการประมงแห่งสภายุโรป โดยเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่าง 3 หน่วยงานของไทย คือกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย(ศปมผ.) เพื่อให้ชาวประมงพื้นบ้านของไทยเกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำประมงอย่างยั่งยืนจากประสบการณ์ตรงในพื้นที่ โดยพล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ เห็นว่าการดำเนินการในรูปแบบของสหกรณ์เป็นกลไกหนึ่งที่จะทำให้เกิดการประมงอย่างยั่งยืนได้

ดูการคัดแยกกุ้ง

 

คณะได้เดินทางไปศึกษาดูงานที่สหกรณ์ชาวประมง 2 แห่ง ได้แก่ สหกรณ์ภูมิภาคคุทเท่อร์ฟิช เซ็นทราลเร่อ เกเอ็มเบฮา ที่เมืองคุกซ์ฮาเฟ่น ติดกับทะเลเหนือ และสหกรณ์คุชเท่อฟิชเชอร์นอร์ด เอเก ที่เมืองไฮลิเกนฮาเฟ่น ติดกับทะเลบอลติก อีกทั้งได้เยี่ยมชมโรงเรียนชาวประมง หรือฟิชเชอร์ไรซูเล่อร์(Fischereischule) ที่เมืองเรนด์สบวร์ก ทำให้ได้ความรู้ว่าการประมงของเยอรมนีเน้นไปที่การจำกัดจำนวนเรือประมง การจับปลาตามโควตาและมาตรฐานที่กำหนดโดยสหภาพยุโรป(อียู)อย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและยังเป็นการส่งเสริมการทำประมงอย่างยั่งยืน

ผู้แทนของเยอรมันที่มาให้ความรู้กับคณะของไทยยอมรับว่า มาตรการต่อต้านการทำการประมงไอยูยูของอียูทำให้ชาวประมงพื้นบ้านบางส่วนต้องสูญเสียอาชีพ แต่การรวมตัวของชาวประมงในการจัดตั้งสหกรณ์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลุ่มชาวประมงมีความเข้มแข็งและอยู่รอดได้ ทั้งนี้ในรูปแบบของเยอรมนี สหกรณ์มีบทบาทสำคัญในการกำหนดราคาปลา ต่อรองกับภาครัฐ และสหกรณ์ยังเป็นผู้ซื้อโควต้าการจับปลามาจากรัฐบาลเยอรมัน ตามที่ได้รับแจกจ่ายจากอียู ก่อนจะนำไปแจกจ่ายต่อให้กับชาวประมงที่เป็นสมาชิก จากนั้นสหกรณ์จะซื้อปลากลับจากชาวประมงในราคาตายตัวและนำไปขายต่อในราคาตลาด โดยสหกรณ์จะเป็นผู้รับความเสี่ยงด้านราคารับซื้อซึ่งอาจต่ำกว่าราคาตลาด เพื่อเป็นหลักประกันด้านรายได้สำหรับชาวประมง โดยการที่สหกรณ์เป็นจุดแจกจ่ายโควตาการทำการประมงและการรับซื้อผลิตภัณฑ์เพียงจุดเดียว เป็นจุดแข็งทำให้สหกรณ์ประสบความสำเร็จและส่งเสริมการอยู่รอดของชาวประมง

Advertisement

นอกจากนั้น ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีการลดโควต้าการทำประมง และทำให้ต้องลดจำนวนเรือประมง สหกรณ์ยังมีบทบาทในการประเมินศักยภาพของเรือแต่ละลำ และยื่นข้อเสนอซื้อเรือและโควตาการจับปลาจากชาวประมงที่ไม่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ เพื่อนำโควตาไปขายต่อกับชาวประมงรายอื่นที่มีความพร้อมมากกว่า รวมทั้งหาอาชีพอื่นทดแทนให้กับชาวประมงที่สูญเสียอาชีพ เช่น การขับเรือท่องเที่ยว และเรือลาดตระเวนกู้ภัยชายฝั่ง ซึ่งมีรายได้สูงกว่าการทำประมง

เรียนรู้การถักอวน

สหกรณ์ยังมีหน้าที่ควบคุมการทำการประมงให้เป็นไปตามมาตรฐานอียู เนื่องจากสหกรณ์จะเป็นผู้ถูกลงโทษหากเกิดการกระทำความผิด อีกทั้งยังดูแลสินค้าให้ได้มาตรฐาน และให้บริการอื่นๆ ที่ส่งเสริมธุรกิจการทำการประมง เช่น การจัดหาแหล่งให้ชาวประมงสามารถเครื่องมือทำการประมง ซื้อบรรจุภัณฑ์และน้ำมันในราคาถูก การบริหารจัดการด้านโลจิสติกส์เพื่อขนส่งผลิตภัณฑ์ประมงไปยังเมืองอื่น นอกจากนี้สหกรณ์ยังสามารถสร้างธุรกิจอื่นๆ เพื่อสร้างรายได้เสริมแก่ชาวประมง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจท่องเที่ยวจากการทำการประมง เช่น เรือจับปลาสำหรับนักท่องเที่ยว

ชาวประมงเยอรมันทุกคนต้องจบการศึกษาจากโรงเรียนชาวประมง ซึ่งนับเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเข้มแข็งให้กับชาวประมงเยอรมัน โรงเรียนชาวประมงมีบทบาทสำคัญในการให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติอย่างมีแบบแผนแก่ชาวประมง กฎระเบียบเกี่ยวกับเครื่องมือจับปลาและแนวทางการจับปลาที่ถูกกฎหมายตามระเบียบของอียู ตลอดจนการปฏิบัติตนในทะเล เป็นต้น ซึ่งใช้เวลาเรียนประมาณ 10-12 สัปดาห์ต่อปี เป็นเวลา 3 ปี นอกจากนี้ โรงเรียนยังให้ความสำคัญอย่างมากกับการปลูกฝังจิตสำนึกในการทำประมงอย่างยั่งยืน ทำให้ชาวประมงในเยอรมันมีความพร้อมในการทำประมงอย่างถูกต้องเมื่อจบการศึกษา

การเดินทางไปศึกษาดูงานในครั้งนี้ช่วยให้ชาวประมงพื้นบ้านของไทยเห็นถึงประสบการณ์ของเยอรมนีในการปรับตัวเพื่อรับมือกับนโยบายการทำการประมงจากอียู รวมไปถึงการพัฒนาสหกรณ์ประมงให้มีการดำเนินการอย่างครบวงจรเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชาวประมงในท้องถิ่น และการจัดตั้งโรงเรียนชาวประมงเพื่อให้การทำการประมงของไทยมีมาตรฐาน โดยสามารถพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นในปัจจุบันให้เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีมาตรฐาน ซึ่งจะทำให้ชาวประมงมีความรู้และความมั่นใจในการออกเรือไปทำประมงอย่างปลอดภัยและเป็นไปตามมาตรฐานสากล ขณะที่ชาวประมงไทยได้แสดงความประสงค์ที่จะขอให้โรงเรียนชาวประมงของเยอรมนีให้คำแนะนำในการพัฒนาโรงเรียนและสร้างหลักสูตรในประเทศไทยด้วย ซึ่งกรมยุโรปพร้อมที่จะเป็นตัวกลางระหว่างชาวประมงของไทยและเยอรมนีเพื่อผลักดันความร่วมมือในการพัฒนาสหกรณ์และก่อตั้งโรงเรียนชาวประมงต่อไปในอนาคต

นายสะมะแอ เจ๊ะมูดอ นายกสมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเดินทางครั้งนี้ได้ประโยชน์ในการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำประมงโดยสหกรณ์ รวมถึงการเปิดโรงเรียนสอนการทำประมงที่ให้การศึกษาทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติซึ่งต่างจากในบ้านเราที่ใครก็สามารถทำประมงได้ ส่วนตัวเห็นว่าผู้ที่ผ่านการศึกษาเมื่อจบมาก็จะทำประมงอย่างมีสำนึกเพราะสิ่งที่ได้ร่ำเรียนมาทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจและเห็นว่าการทำประมงอย่างยั่งยืนสามารถทำได้จริง แต่ในบ้านเรามีการปล่อยปละละเลยมานานจึงควรจัดระบบให้เข้ารูปเข้ารอย รูปแบบของเยอรมนีมีสหกรณ์ดูแลโควต้าในการจับและขายปลาทั้งหมด ไม่มีการโกงหรือเลี่ยงกฎหมายได้ ต่างจากบ้านเราที่ใครเลี่ยงกฎหมายได้ถือว่ายอด ดังนั้นเรื่องทั้งหมดจึงอยู่ที่จิตสำนึกเป็นสำคัญ

ด้านนางแช่ม ฮั้นเย็ก จากชมรมประมงพื้นบ้านจ.ตรัง เครือข่ายสมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้านแห่งประเทศไทย บอกว่า การเดินทางไปครั้งนี้ได้ประโยชน์มากและได้ศึกษาในสิ่งที่ตรงประเด็น ที่เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนและคิดจะนำกลับมาทำในพื้นที่คือโรงเรียนชาวประมงเพราะคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ที่สุดสำหรับประมงพื้นบ้าน เราไม่ได้ขาดองค์ความรู้แต่ไม่ได้ทำให้เป็นระบบ ขาดความต่อเนื่อง และไม่มีการสืบทอดองค์ความรู้ที่มี หลังจากนี้จะค่อยๆ ขับเคลื่อนเรื่องการจัดตั้งโรงเรียนประมงในพื้นที่กันต่อไป

ขณะที่นางบุญยืน ศิริธรรม อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค และที่ปรึกษาเครือข่ายอนุรักษ์พิทักษ์ดอนหอยหลอด กล่าวว่า อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ไปดูงานในลักษณะนี้ด้วย เพราะทางเยอรมนีแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุจึงทำให้เกิดความยั่งยืนได้ซึ่งต่างจากไทย เราควรใช้ความรู้เป็นตัวนำเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างยั่งยืน หลังได้ไปดูงานสนใจที่จะเปิดพิพิธภัณฑ์ประมงพื้นบ้านและจัดตั้งสหกรณ์ประมงมากแต่เห็นว่ารัฐต้องเข้ามาสนับสนุนและอำนวยความสะดวก อย่างไรก็ดีต้องขอบคุณที่ได้พาไปดูงานเพราะทำให้เห็นว่าวิธีแก้ไขไอยูยูไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องมีองค์ความรู้และระบบการดูแลที่ดีด้วย