รมต.ต่างประเทศ สิงคโปร์ ชี้ เหตุปะทะไทย-กัมพูชา เป็นอุปสรรคสันติภาพ กระทบความน่าเชื่อถืออาเซียน
สเตรทไทม์ ของสิงคโปร์ รายงานว่า นายวิเวียน บาลาคริชนาน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ เปิดเผยว่า การปะทะกันด้วยอาวุธรหว่างกัมพูชาและไทยเมื่อเร็วๆนี้ ไม่เพียงเป็นอุปสรรคต่อสันติภาพในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของอาเซียนด้วย
ข้อพิพาทด้านอาณาเขตทำให้เกิดคำถามเกี่ยวกับความสามารถของอาเซียนในการป้องกันและจัดการวิกฤตการณ์
นายวิเวียน กล่าวว่า แม้ว่าข้อพิพาทดังกล่าว จะไม่ใช่เรื่องแปลกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ความรุนแรงน้้นสามารถหลีกเลี่ยงได้
เขายังกล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น สะท้อนความล้มเหลวทางการทูต และเตือนด้วยว่า อย่าปล่อยให้เรื่องเลวร้ายลง จนกลายเป็นหายนะ เนื่องจากภูมิภาคนี้กำลังเผชิญกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มมากขึ้น และภูมิทัศน์เศรษฐกิจโลกที่แตกแยกเพิ่มมากขึ้น
รมต.ต่างประเทศสิงคโปร์ กล่าวในการประชุมอาเซยนและเอเชีย ครั้งที่ 17 ที่จัดขึ้นโดยสถาบันความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสิงคโปร์ ณ โรงแรมพาร์ครอยัล บนถนนบีชโร้ด ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมราว 300 คน เป็นนักการทูต นักวิชาการ และผู้นำประเทศ เมื่อ 5 สิงหาคมที่ผ่านมาว่า ความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชา เป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของอาเซียน
“ไม่จำเป็นต้องปกปิดอะไรทั้งนั้น ปัญหาไทย-กัมพูชา คือความพ่ายแพ้ครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่ต่อสันติภาพ และเสถียรภาพเท่านั้น แต่รวมถึงความน่าเชื่อถือในอาเซียนด้วย”
เขากล่าวว่า ประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ เผชิญกับข้อพิพาทเรื่องดินแดน ที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขมายาวนาน ไม่ใช่รายการสั้นๆ การมีอยู่ของข้อพิพาทดังกล่าว ไม่ได้หมายความว่าเราต้องนำไปสู่ความรุนแรง
“เพียงเพราะคุณมีพื้นที่ที่ยังไม่ได้ถูกแบ่งเขต หรือพื้นที่ที่มีการโต้แย้ง ไม่ได้หมายความว่า พื้นที่ดังกล่าวต้องนำไปสู่ความรุนแรง และ ความจริงที่ว่า ความรุนแรงเกิดขึ้นถือเป็นความล้มเหลวทางการทูต”
รมต.ต่างประเทศ กล่าวอีกว่า ทางออกคือให้ประเทศต่างๆ ดูแลสังคมของตนเองก่อน ซึ่งเป็นประเด็นที่เขาได้ย้ำบ่อยครั้ง โดยเน้นย้ำว่า นโยบายต่างประเทศเริ่มต้นจากภายในประเทศ
เขาตั้งข้อสังเกตว่า ปฏิกิริยาต่อต้านโลกาภิวัตน์และการค้า รวมถึงการนำภาษีศุลกากรและห่วงโซ่อุปทานมาใช้เป็นอาวุธ มักเกิดจากความไม่มั่นคงภายในประเทศและการสูญเสียความเชื่อมั่นว่าระบบที่มีอยู่ในปัจจุบันจะให้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมแก่ทุกภาคส่วนของสังคม
“หากแนวรบภายในประเทศยังไม่มั่นคง การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจหรือการทูตก็เป็นเรื่องยากมาก” เขากล่าว
ความเห็นดังกล่าวของนายวิเวียน มีขึ้นหลังการเจรจาหยุดยิงเมื่อ 28 กรกฎาคมที่มาเลเซีย หลังจากปะทะกัน 5 วัน จนมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 40 คน และทำให้ประชาชน 3 แสนคนต้องพลัดถิ่น และถือเป็นการเผชิญหน้าด้วยอาวุธที่ร้ายแรงที่สุด ระหว่างประเทศอาเซียนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
นายเกา คิม ฮูร์น เลขาธิการอาเซียน ที่กล่าวในการประชุมแยกต่างหากในเวทีเดียวกันนี้ ว่า การเป็นประธานอาเซียนมีบทบาทสำคัญในการบรรเทาความตึงเครียด การตัดสินใจอย่างเด็ดขาดของประธานอาเซียนในการแทรกแซงนั้นน่าทึ่งมาก รัฐมนตรีกลาโหมจากทั้งสองฝ่าย ได้กลับมาเจรจากันอีกครั้งที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ และความคืบหน้าก็กำลังเกิดขึ้น

