หน้าแรก ต่างประเทศ มาริษ ชวนรัฐภ...

มาริษ ชวนรัฐภาคีออตตาวา ทบทวนให้ความช่วยเหลือกัมพูชา กู้ทุ่นระเบิด เหตุไม่แสดงความจริงใจ

16.08.25 | 14:55 น.

มาริษ ชวนรัฐภาคีออตตาวา ทบทวนให้ความช่วยเหลือกัมพูชา กู้ทุ่นระเบิด เหตุไม่แสดงความจริงใจ ชี้ ปัญหาจะคลาย หาก 2 ฝ่ายร่วมมือกัน


เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 16 สิงหาคม ที่โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แถลงต่อคณะทูตจากประเทศสมาชิกอาเซียน และรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา 33 ประเทศ รวมถึงสื่อต่างชาติ ภายหลังการบรรยายสรุปสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า กระทรวงต่างประเทศต้องการให้ผู้แทนจากต่างชาติ เห็นถึงปัญหาเรื่องของทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งในช่วงเวลาไม่ถึง 1 เดือนได้ เกิดขึ้น 5 ครั้ง จนมีทหารเสียขา เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ เพราะผิดกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎบัตรสหประชาชาติ และผิดหลักการอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งเชื่อว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้ จะทำให้ทุกคนมีความเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น

นายมาริษ กล่าวว่า ปัญหาทุ่นระเบิดเกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยสงครามเย็นแล้ว และได้ขอให้กัมพูชาร่วมกันช่วยกู้ และทุกฝ่ายต้องทำตามกฎหมายระหว่างประเทศ และอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งคงจะต้องมีการพิจารณาโครงการกู้ทุ่นระเบิดใหม่ เนื่องจากตนทราบว่า มีหลายประเทศในภาคี ให้ความช่วยเหลือบริจาคเงินโครงการดังกล่าวให้แก่ทางกัมพูชา แต่เนื่องจากทุ่นระเบิดที่ฝังใหม่ เป็นการฝังในดินแดนไทย ถือเป็นการละเมิดพื้นที่และกฎหมายสากล

Advertisement

นายมาริษ กล่าวต่อว่า ตนมองว่าถึงเวลาที่จะต้องทบทวนการให้ความช่วยเหลือกัมพูชา เพราะถือว่าไม่ให้ความร่วมมือในวัตถุประสงค์ของผู้บริจาค และอยากให้ทางกัมพูชาเคารพข้อตกลงตามกฎบัตรอนุสัญญาออตตาวา รวมถึงแสดงความจริงใจ เพื่อลดความตึงเครียดในบริเวณชายแดน เพราะหากยังมีกรณีการเหยียบทุ่นระเบิด สถานการณ์ก็จะแย่ลง ดังนั้น ต้องมีการร่วมมือกันทั้งสองฝ่าย เพื่อเป็นการลดความขัดแย้งของทั้งสองประเทศ

นายมาริษ กล่าวอีกว่า รัฐบาลไทยยืนยันว่ายึดมั่นในกฎหมายสากล และอนุสัญญาออตตาวา โดยไทยจะยึดมั่นในหลักการ แม้ทางกัมพูชายังไม่มีความพร้อม และไทยพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศที่เป็นมิตร เพื่อปฏิบัติการกู้ระเบิด เพราะเป็นภารกิจมนุษยชน

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลัวหรือกังวลหรือไม่ว่ารัฐบาลเราแพ้สงครามข่าวสารจากกัมพูชา นายมาริษ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศอยากสื่อสารผ่านช่องทางทางการเท่านั้น รวมถึงโซเชียลมีเดียด้วย และมีโอกาสที่ตนเองได้คุยกับจีน และประเทศอื่นๆ ว่าการใช้โซเชียลมีเดียเผยแพร่ข่าวปลอมจะทำให้เกิดความขัดแย้ง และความยากลำบากของทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งโซเชียลมีเดีย เราไม่สามารถควบคุมได้และรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ แต่ทำไมคนถึงให้น้ำหนักกับโซเชียลมีเดีย พร้อมย้ำว่า รัฐบาลไทยจะสื่อสารผ่านช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น

ส่วนเรื่องที่ไทยให้ความสำคัญกับเรื่องทุ่นระเบิด แต่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาชายแดน ทำให้ทางกัมพูชาได้ให้นำเรื่องนี้ไปยังระดับสากล แต่ทำไมไทยถึงไม่ทำด้วยนั้น ตนขอชี้แจงว่า ประเทศไทยเป็น 1 ใน 118 ประเทศ ที่ไม่ยอมรับอำนาจของศาลโลก เราเชื่อว่าประเด็นเริ่มต้นจาก 2 ประเทศ ก็ต้องจบที่ 2 ประเทศเช่นกัน การไปขึ้นศาลโลกไม่ได้แสดงความจริงใจในการเจรจา และไม่สามารถแก้ไขปัญหาความยากลำบากที่เรามีด้วยกัน เช่น พี่น้องไปขึ้นศาลด้วยกันก็ไม่สามารถแก้ปัญหาในใจได้

เมื่อถามว่าประเทศไทยจะให้ผู้สังเกตการณ์ อย่างผู้เชี่ยวชาญด้านทุ่นระเบิดเข้ามาตรวจสอบได้หรือไม่ นายมาริษ กล่าวว่า ในการเจรจาประชุม GBC เรามีกลุ่ม IOT หรือคณะตรวจสอบแล้ว และจากการประชุมในครั้งนั้น เราพยายามบอกแล้วว่าให้มาร่วมมือกันในการกู้ระเบิด เพราะหากมีการฝังระเบิดจะยากลำบาก ดังนั้น การเจารจา GBC มีการเสนอไปแล้ว แต่ทางกัมพูชาตอบกลับมาว่าไม่พร้อม และเป็นฝ่ายที่นำข้อเสนอออก ภายใต้การประชุม GBC เรามีกลุ่มผู้สังเกตการณ์อยู่แล้ว แต่หากเราจะมีกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทุ่นระเบิดร่วมมือกับไทยในการแก้ปัญหานี้ กองทัพไทยน่าจะยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะไทยทำตามกติกา ตามกฎหมายสากล และตามกฎบัตรสหประชาชาติ

ส่วนคำถามที่ว่าประเทศไหนที่เป็นประเทศที่ขายทุ่นระเบิดชิ้นใหม่ ๆ เหล่านี้ให้กัมพูชา และมาฝังในเขตแดนไทยได้อย่างไร นายมาริษ กล่าวว่า ตนไม่สามารถตอบเพื่อพาดพิงถึงบุคคลที่สามได้

ส่วนระเบิดที่ค้นพบเจอในพื้นที่ที่เคยกู้ระเบิดไปแล้วหรือไม่ ตอนนี้เราเจอทุ่นระเบิดใหม่ และระเบิดเหล่านี้เป็นสต็อกเก่า หรือสต็อกใหม่จากฝั่งกัมพูชา พลตรีวินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวเสริมว่า ประเทศไทยได้เคลียร์ทุ่นระเบิดไปแล้ว พื้นที่ที่พบเป็นพื้นที่ที่อยู่ในไทยทั้งหมด ยืนยันว่า เป็นระเบิดที่พบใหม่ทั้งหมด

ทั้งนี้ ในการลงพื้นที่ช่วงเช้า คณะทูตานุทูต ได้ลงพื้นที่ที่โรงเรียนภูมิซรอลวิทยา ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อรับฟังการบรรยายสรุปจากกองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงมหาดไทยก่อน พร้อม รับชมวีดิทัศน์ชุด “เสียงระเบิด…ที่โลกไม่ได้ยิน แต่ชาวศรีสะเกษไม่มีวันลืม” ที่เล่าเรื่องราว ตั้งแต่วันเริ่มต้นของความสูญเสีย ในวันที่ 24 กรกฎาคม 2568 หลังเกิดเสียงระเบิดที่ดังขึ้นในยามเช้า ไร้การเตือนล่วงหน้า และเป็นจุดเริ่มต้นของสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย–กัมพูชา และนำมาซึ่งความทุกข์ระทมมา ของพี่น้องประชาชนชาวศรีสะเกษกว่า 260,000 ครัวเรือน รวมกว่า 780,000 คน รวมทั้งยังมีกระสุนปืนใหญ่ หรือ จรวด BM-21 จากฝั่งกัมพูชา ตกลงที่สถานีบริการน้ำมัน ปตท. บ้านผือ เกิดไฟลุกไหม้รุนแรง คร่าชีวิตพลเรือนผู้บริสุทธิ์ 8 ราย ซึ่งในจำนวนนี้ มีทั้งเด็ก นักเรียน ผู้ปกครอง และพนักงานร้านสะดวกซื้อ รวมทั้งยังมีพลเรือนผู้บริสุทธิ์ บาดเจ็บอีก 19 ราย ทั้งชาย หญิง ผู้สูงอายุ และเด็กเล็ก และยังมีกระสุนอีกจำนวนมาก ตกใส่บ้านเรือนประชาชน จนพังเสียหายทั้งเสียหายบางส่วน เสียหายทั้งหลัง เสียหายยับเยิน จนไม่เหลือเค้าเดิมของคำว่า ‘บ้าน’ อีกต่อไป ทั้งโรงเรียนต้องหยุดสอน และศูนย์บริการสาธารณสุข โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่ ก็ยังได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดต้องอพยพผู้ป่วยกว่า 100,000 คน รวมทั้ง สัตว์เลี้ยงของประชาชน ต้องล้มตายกลางทุ่งนาที่เคยสงบสุข และแม้เสียงระเบิดจะสงบลงแล้ว แต่ก็ยังพบจรวด BM-21 และกระสุนปืนใหญ่ รวม 58 นัด กระจายครอบคลุม 45 พื้นที่ ซึ่งตรวจสอบแล้ว 35 จุด ยังเหลืออีก 10 จุดที่ยังไม่ปลอดภัย และอีก 2 จุด รอการเก็บกู้ทำลาย เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียซ้ำรอย

ขณะที่ ในช่วงบ่าย คณะทูตานุทูต จะขึ้นไปยังภูมะเขือ และฐานปฏิบัติการ เพื่อดูภูมิประเทศ และติดตามการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของหน่วยปฏิบัติการด้านทุ่นระเบิดเพื่อมนุษยธรรมในพื้นที่ภูมะเขือ