บีบีซี วิเคราะห์ สงครามน้ำลาย ‘ไทย-เขมร’ ทำสถานการณ์ตึงเครียด
นายโจนาทาน เฮด ผู้สื่อข่าวประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของสำนักข่าวบีบีซี เขียนบทวิเคราะห์เกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้หัวเรื่องว่า “สงครามน้ำลายอันดุเดือด ยังทำให้สถานการณ์ระหว่างไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด” โดยมีสาระสำคัญว่า
แม้เสียงปืนบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาจะเงียบไปนาน 3 สัปดาห์แล้ว แต่ “สงครามน้ำลาย” ระหว่างสองประเทศยังคงดุเดือด โดยต่างฝ่ายต่างพยายามช่วงชิงความเห็นใจจากประชาคมโลก และสร้างแรงสนับสนุนจากประชาชนในประเทศ
ขณะที่มุมมองของคนไทยจำนวนมากเห็นร่วมกันคือ ประเทศไทยกำลังเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
ข้อพิพาทชายแดนระหว่างสองประเทศดำเนินต่อเนื่องยาวนานนับศตวรรษ แต่ความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้นหลังกัมพูชายิงจรวดถล่มไทย เมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 กรกฎาคม ทำให้มีพลเรือนไทยเสียชีวิต และไทยตอบโต้ด้วยการโจมตีทางอากาศ
จากนั้นกองทัพนับรบโซเชียลของกัมพูชาได้ใช้สื่อภาษาอังกฤษที่รัฐควบคุมและโซเชียลมีเดียเผยแพร่ข่าวปลอม และรายงานข่าวที่เป็นการยั่วยุมากมาย ซึ่งหลายเรื่องกลับกลายเป็นเท็จ เช่น อ้างว่าเครื่องบินรบ F-16 ของไทยถูกยิงตก ซึ่งปรากฏว่าเป็นภาพเหตุการณ์ในยูเครน หรือกล่าวหาว่าไทยใช้เครื่องบินปล่อยแก๊สพิษ แต่ภาพดังกล่าวมาจากเหตุไฟป่าในแคลิฟอร์เนีย
ขณะที่ไทยตอบโต้ด้วยการออกแถลงการณ์เป็นทางการ บ่อยครั้งเป็นข้อมูลเชิงสถิติ มาจากหลายหน่วยงาน ซึ่งดูเหมือนจะไม่ได้ประสานงานกัน ทำให้สื่อสารไม่ชัดเจน
การเมืองไทยก็เต็มไปด้วยซับซ้อนวุ่นวาย รัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่นำโดยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่นกับกองทัพ ปัญหายิ่งรุนแรงขึ้นหลังฮุน เซน เผยแพร่บทสนทนาส่วนตัวกับแพทองธาร จนศาลรัฐธรรมนูญสั่งพักงานเธอ ทำให้รัฐบาลอ่อนแอลงอย่างมาก ขณะที่วิกฤตการณ์บริเวณชายแดนทวีความรุนแรงขึ้น
ขณะที่ในฝั่งกัมพูชา ฮุน เซน ยังคงกุมอำนาจแม้จะแต่งตั้งลูกชายเป็นนายกรัฐมนตรี กองทัพ พรรคการเมืองที่ครองอำนาจ และสื่อมวลชน ล้วนอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาอย่างมั่นคง
แม้ว่าแรงจูงใจของฮุน เซน ที่เลือกจะทำลายสายสัมพันธ์กับตระกูลชินวัตรนั้นยังไม่ชัดเจน แต่ดูเหมือนว่าเขากำลังเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับความขัดแย้งที่ใหญ่กว่าเกี่ยวกับปัญหาชายแดน
ฮุน เซน โพสต์ข้อความทั้งภาษาเขมรและภาษาอังกฤษบนเฟซบุ๊กของเขาอย่างต่อเนื่อง เยาะเย้ยท้าทายรัฐบาลไทย พร้อมรูปสวมเครื่องแบบทหารหรือกำลังพินิจพิเคราะห์ดูแผนที่ทางหาร
เซบาสเตียน สตรันจิโอ ผู้เขียนหนังสือ “กัมพูชาของฮุน เซน” ระบุว่า ฮุน เซน ฉลาดมากที่ใช้ความขัดแย้งภายในของไทยเป็นจุดอ่อน เพื่อขยายความแตกแยกที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย พร้อมกับสร้างภาพกัมพูชาเป็นเหยื่อที่ถูกกระทำ ซึ่งเป็นอาวุธที่ทรงพลังในการต่อสู้กับไทยในเวทีโลก
นายรัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ยอมรับว่ากลยุทธ์ที่ฝ่ายกัมพูชาใช้นั้นรับมือยาก เพราะไทยต้องยึดหลักการที่ว่า สิ่งที่สื่อสารต้องน่าเชื่อถือและตรวจสอบได้ แม้จะทำให้ตอบโต้ช้ากว่าฝ่ายกัมพูชาก็ตาม
ไทยยืนกรานมาตลอดว่าความขัดแย้งเรื่องพรมแดนกับกัมพูชาควรแก้ไขด้วยกลไลทวิภาคี ผ่านคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ที่จัดตั้งมา 25 ปีก่อน ขณะที่กัมพูชาต้องการขยายข้อพิพาทให้เป็นปัญหาระดับนานาชาติ โดยยื่นเรื่องต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (UNSC) และ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ)
ขณะที่ไทยไม่ต้องการให้ ICJ เข้ามาเกี่ยวข้องเพราะไม่ยอมรับเขตอำนาจศาล และยังมีบาดแผลทางประวัติศาสตร์จากการ แพ้คดีปราสาทพระวิหารในปี 1962 ซึ่งเป็นความทรงจำแห่งความสูญเสียและความอับอายของไทย
อย่างไรก็ดี การที่ไทยปฏิเสธ ICJ ทำให้ฮุน เซน สามารถกล่าวหาว่า ไทยไม่เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ
ขณะนี้ ไทยกำลังต่อสู้ด้วยแนวทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นั่นคือประเด็นการใช้ทุ่นระเบิด โดยกล่าวหาทหารกัมพูชาได้วางทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใหม่บริเวณชายแดน ทำให้ทหารไทยหลายนายได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นเรื่องน่าอึดอัดใจและไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรสำหรับรัฐบาลกัมพูชา
ไทยและกัมพูชาต่างก็ลงนามในอนุสัญญาออตตาวา ห้ามการใช้ทุ่นระเบิดสังหาร โดยกัมพูขาเป็นหนึ่งในประเทศที่มีทุ่นระเบิดมากที่สุดในโลก และได้รับเงินสนับสนุนจากต่างประเทศจำนวนมาก
กัมพูชาปฏิเสธว่ามันเป็นทุ่นระเบิดเก่า แต่ไทยได้พาสื่อและนักการทูตไปยังพื้นที่จริงเพื่อดูสิ่งที่พวกเขาพบ แต่จากสิ่งที่ได้เห็นนอกจากทุ่นระเบิดที่ถูกนำมาวางไว้แล้ว ยังมีทุ่นระเบิดที่ยังถูกติดตั้งและฝังไว้ในดิน ซึ่งเห็นได้ชัดว่า มันเป็นทุ่นระเบิดใหม่ที่เพิ่งถูกฝัง ไม่ใช่ทุ่นระเบิดเก่าในทศวรรษที่ 1980
ไทยกำลังเรียกร้องให้ประเทศที่ร่วมลงนามในอนุสัญญาออตตาวาดำเนินการกับกัมพูชา และขอให้ประเทศที่สนับสนุนโครงการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในกัมพูชา ระงับการให้เงินสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเหล่านี้
กัมพูชาตอบโต้ด้วยการกล่าวหาไทยใช้ อาวุธลูกปรายและระเบิดฟอสฟอรัสขาว ซึ่งถึงแม้ไม่ผิดอนุสัญญาแต่มีอันตรายต่อพลเรือน อีกทั้งกัมพูชายังอ้างว่า ปราสาทพระวิหารได้รับความเสียหายจากการโจมตีของไทย ซึ่งกองทัพไทยปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
ข้อกล่าวหาที่ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจากทั้งสองประเทศ ทำให้ข้อพิพาทเรื่องพรมแดนระหว่างกันยังไม่มีทางจะเกิดความคืบหน้าได้
ฮุน เซน และบุตรชายได้ประโยชน์ทางการเมืองจากการแสดงบทบาทว่าเป็นผู้ปกป้องแผ่นดินกัมพูชา ขณะที่ความขัดแย้งชายแดนกลับยิ่งซ้ำเติมและทำให้ปัญหาทางการเมืองภายในที่รัฐบาลไทยต้องเผชิญเลวร้ายลงไปอีก
ความขัดแย้งนี้ได้ก่อให้เกิดความเป็นปฏิปักษ์รุนแรงระหว่างกลุ่มชาตินิยมไทยและกัมพูชา ทั้งยังทำให้แรงงานกัมพูชาหลายแสนคนอพยพออกจากไทย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชาที่กำลังประสบปัญหาอยู่แล้ว
นายสตรังจิโอระบุว่า ทั้งสองฝ่ายต่างมองพรมแดนเป็นเส้นแบ่งศักดิ์สิทธิ์ระหว่างประเทศของตน ซึ่งมีความหมายเชิงสัญลักษณ์อย่างยิ่ง มันนำไปสู่คำถามที่ลึกซึ้งซึ่งเกี่ยวพันกับอัตลักษณ์ของชาติ และเป็นสิ่งที่ทำให้ไม่มีฝ่ายใดยอมถอยได้ในเวลานี้

