หน้าแรก ต่างประเทศ เขมรฟ้องทูต-อ...

เขมรฟ้องทูต-องค์กรระหว่างประเทศ อ้างทหารไทยบุกรุกวางลวดหนาม ยันเขมรเลือกเจรจามากกว่าเผชิญหน้า

22.08.25 | 13:34 น.

เขมรฟ้องทูต-องค์กรระหว่างประเทศ อ้างทหารไทยบุกรุกวางลวดหนาม ยันเขมรเลือกเจรจามากกว่าเผชิญหน้า

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคมเว็บไซต์เฟรชนิวส์ รายงานว่า นายปรัก สุคน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีต่างประเทศกัมพูชา ได้กล่าวต่อคณะทูตและองค์กรระหว่างประเทศในกัมพูชาว่า ทหารไทยยังคงทำการละเมิดผ่านการกระทำที่ก้าวร้าว ซึ่งรวมถึงการบุกรุกด้วยการวางลวดหนาม และการทำลายโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ขัดแย้ง ซึ่งการกระทำเหล่านี้ได้บั่นทอนความไว้วางใจและทำให้การหยุดยิงมีความเปราะบาง และว่า สันติภาพจะไม่สามารถฟื้นฟูได้ หากชุมชนชายแดนยังคงตกอยู่ในความหวาดกลัวและการพลัดถิ่น พร้อมกับย้ำว่า กัมพูชาเลือกที่จะมีการเจรจา มากกว่าการเผชิญหน้า

ข่าวระบุว่า นายปรัก สุคน ได้กล่าวไว้เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ในการบรรยายสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงปัญหาทุ่นระเบิดให้กับคณะทูตและผู้แทนจากหน่วยงานของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่กระทรวงต่างประเทศ โดยมีผู้แทนจาก 42 สถานทูตในกัมพูชา และสถานทูตในต่างประเทศที่ดูแลกิจการชายแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงสถานทูตไทย และ 20 องค์กรระหว่างประเทศ เข้าร่วม

โดยเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม นายนง ซากาล โฆษกกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ได้สรุปผลการประชุมดังกล่าว ในการแถลงข่าวประจำวัน เน้นย้ำจุดยืนของกัมพูชานั้นชัดเจน โดยระบุว่า กัมพูชาในฐานะประเทศที่เคยมีบาดแผลจากความขัดแย้ง และตระหนักถึงความสูญเสียจากสงครามเป็นอย่างดี จึงยึดมั่นในสันติภาพเหนือการเผชิญหน้า และเชื่อมั่นว่า ข้อพิพาทระหว่างประเทศควรได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจา กฎหมายระหว่างประเทศ และความร่วมมือ ไม่ใช่การใช้กำลัง ตั้งแต่เริ่มต้นวิกฤต กัมพูชาได้พยายามอย่างไม่หยุดยั้งที่จะลดความตึงเครียดและสร้างความสงบ

โฆษกกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ย้ำว่า รัฐมนตรีต่างประเทศได้ระบุว่า มีการละเมิดบาประการ รวมถึงการรุกล้ำ โดยการวางลวดหนามและการทำลายโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนทั้งภายในและภายนอกพื้นที่ขัดแย้ง (ในจังหวัดพระวิหาร จังหวัดอุดรมีชัย จังหวัดโพธิสัตว์ และจังหวัดบันเตียเมียนเจย) ซึ่งกิจกรรมทางทหารยังคงดำเนินอยู่ เช่น การก่อสร้างถนนใหม่ บังเกอร์ และสนามเพลาะในพื้นที่พิพาท รวมถึงการควบคุมตัวทหารกัมพูชา 18 นายอย่างต่อเนื่อง การกระทำเหล่านี้บั่นทอนความไว้วางใจและทำให้การหยุดยิงมีความเปราะบาง

Advertisement

โฆษกกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา กล่าวด้วยว่า กัมพูชาได้ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงและเจตนารมณ์ของบันทึกความเข้าใจปี 2000 (MOU2000) เนื่องจากข้อตกลงหยุดยิงมีความเปราะบาง กัมพูชาจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดตั้งคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียน (เอโอที) และคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (ไอโอที) ตามที่ได้มีการหารือกันในการประชุมพิเศษ จีบีซี เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งกัมพูชาเชื่อว่า สันติภาพจะไม่สามารถกลับคืนมาได้ หากชุมชนชายแดนยังคงตกอยู่ในความหวาดกลัวและพลัดถิ่น

โฆษกกระทรวงต่างประเทศกัมพูชา ได้อธิบายว่า ทั้งในระดับทวิภาคีและภายใต้กรอบข้อตกลงอาร์บีซี กัมพูชาได้เสนอมาตรการที่เป็นรูปธรรมเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ โดยเริ่มจากการหารือเกี่ยวกับการเปิดจุดผ่านแดนอีกครั้ง การอำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนสำหรับพลเมืองของทั้งสองประเทศ และการเสริมสร้างความร่วมมือในการกำจัดทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม