หน้าแรก ต่างประเทศ ศาลอุทธรณ์มะก...

ศาลอุทธรณ์มะกันชี้ ทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขต กม. ปมเก็บภาษีศุลกากรคู่ค้า เจ้าตัวโต้คำตัดสินทำลายสหรัฐ ลุ้นศาลสูงวินิจฉัยอีกรอบ

31.08.25 | 06:20 น.

ศาลอุทธรณ์มะกันชี้ ทรัมป์ ใช้อำนาจเกินขอบเขต กม. ปมเก็บภาษีศุลกากรคู่ค้า เจ้าตัวโต้คำตัดสินทำลายสหรัฐ ลุ้นศาลสูงวินิจฉัยอีกรอบ

ทั้งนี้สำนักข่าวบีบีซีและรอยเตอร์รายงานว่า ศาลอุทธรณ์กลางในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. พิพากษาเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ใช้อำนาจในตำแหน่งประธานาธิบดีเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด จากการดำเนินนโยบายการจัดเก็บภาษีศุลกากรที่ส่งผลกระทบไปทั่วโลก

ศาลระบุว่า แม้กฎหมายสหรัฐจะให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการดำเนินมาตรการต่างๆ ภายหลังการประกาศภาวะฉุกเฉินระดับชาติ แต่อำนาจดังกล่าวมิได้รวมถึงการจัดเก็บภาษีศุลกากร อากร หรือการเก็บภาษีในลักษณะอื่นแต่อย่างใด

ในคำพิพากษาซึ่งผ่านด้วยเสียงข้างมาก 7 ต่อ 4 ศาลได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า มาตรการภาษีศุลกากรหลายฉบับของรัฐบาลทรัมป์นั้น ปราศจากข้อจำกัดทั้งในด้านขอบเขต จำนวน และระยะเวลา และเป็นการใช้อำนาจในลักษณะที่เกินเลยไปจากข้อจำกัดที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในบทบัญญัติของกฎหมายที่รัฐบาลอ้างอิง

คำตัดสินของศาลครั้งนี้ถือเป็นความท้าทายต่อความชอบด้วยกฎหมายของนโยบายภาษีของทรัมป์อย่างรุนแรงที่สุด และอาจทำให้ศาลสูงสุดของสหรัฐจะต้องเข้ามาวินิจฉัยว่า ประธานาธิบดีมีอำนาจตามกฎหมายในการกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐหรือไม่ ทั้งนี้ ศาลระบุว่าคำพิพากษาดังกล่าวจะยังไม่มีผลบังคับใช้จนกว่าจะถึงวันที่ 14 ตุลาคม

Advertisement

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียเพียงไม่กี่นาทีหลังจากมีคำพิพากษาออกมาว่า ภาษีศุลกากรทั้งหมดยังคงมีผลบังคับใช้ โดยคำพิพากษาของศาลออกมาในช่วงที่ตลาดหุ้นปิดทำการก่อนเข้าสู่วันหยุดยาวสามวันในสหรัฐ

ทรัมป์กล่าวหาศาลอุทธรณ์ว่ามีอคติทางการเมือง หากปล่อยให้คำตัดสินนี้มีผลบังคับใช้จริง ก็จะเท่ากับเป็นการทำลายสหรัฐอเมริกาโดยสิ้นเชิง ในช่วงเริ่มต้นวันหยุดวันแรงงานนี้ พวกเราทุกคนควรระลึกไว้ว่า ภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในการช่วยเหลือแรงงานชาวอเมริกัน และสนับสนุนบริษัทที่ผลิตสินค้าคุณภาพภายใต้คำว่า ผลิตในอเมริกา หรือ MADE IN AMERICA

คำพิพากษาดังกล่าวถือเป็นการยกเลิกภาษีศุลกากรที่ทรัมป์เรียกว่า วันแห่งเสรีภาพ หรือ Liberation Day ซึ่งได้กำหนดอัตราภาษีพื้นฐานที่ 10% สำหรับเกือบทุกประเทศคู่ค้าของสหรัฐ รวมถึงภาษีแบบตอบโต้ ที่เขากล่าวอ้างว่าเป็นการตอบสนองต่อการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐจากประเทศเหล่านั้น

ทรัมป์อ้างว่ามีอำนาจตามกฎหมายในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรกับประเทศคู่ค้าภายใต้กฎหมายว่าด้วยอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ (IEEPA) ซึ่งให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการควบคุมหรือห้ามการทำธุรกรรมระหว่างประเทศในช่วงภาวะฉุกเฉินระดับชาติ รัฐบาลทรัมป์ได้อ้างสถานการณ์ฉุกเฉินต่างๆ เช่น การขาดดุลการค้าของสหรัฐ การลักลอบนำเข้ายาเฟนทานิล และการเข้าเมืองผิดกฎหมาย เป็นเหตุผลในการดำเนินมาตรการดังกล่าว