พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (พรรครัฐบาล) เผชิญความพ่ายแพ้ทางการเมืองซ้ำสอง วาทกรรมการเมือง “ไม่เอานิวเคลียร์” ส่งผลกระทบเสถียรภาพทางการเมือง
เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม รัฐบาลไต้หวันจัดให้มีการลงประชามติ “ขยายอายุโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์หมายเลข 3” ควบคู่ไปกับการถอดถอนสมาชิกรัฐสภารอบที่สอง ผลปรากฏว่าพรรครัฐบาลปราชัยซ้ำอีกครั้ง
การถอดถอนถือเป็นการเดิมพันที่พรรครัฐบาลหวังให้พลิกสถานการณ์เสียเปรียบจากการเป็นเสียงข้างน้อยในสภา ส่วนการลงประชามติเกิดจากการจับมือของสองพรรคฝ่ายค้าน เพื่อเป็นการตอบโต้ทางการเมือง
หากย้อนมองเหตุการณ์เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม การถอดถอนรอบแรก พรรครัฐบาลพ่ายแพ้ยับเยิน รอบล่าสุดก็พ่ายแพ้ราบคาบ ส่วนประชามติเรื่องนิวเคลียร์ แม้ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวนผู้ลงคะแนนที่กำหนด แต่คะแนนเสียง “เห็นด้วย” ทิ้งห่าง “ไม่เห็นด้วย” อย่างชัดเจน ด้วยเหตุการณ์ 2 ประการ จึงส่งผลให้กระทบถึงวาทกรรมด้านนโยบายพลังงานของรัฐบาลอย่างรุนแรงและเข้มข้น
แท้จริงแล้ว การใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นประเด็นซับซ้อนที่เกี่ยวพันทั้งความมั่นคงทางพลังงาน การพัฒนาเศรษฐกิจ และการประเมินเชิงวิทยาศาสตร์ แต่ภายใต้สถานการณ์การเมืองที่แตกแยกรุนแรง กลับกลายเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจไม่มากเท่าที่ควร จึงกลายเป็นเพียง “คำขวัญแสดงจุดยืน” สะท้อนว่านโยบายสาธารณะด้านเศรษฐกิจและพลังงานถูกลดทอนจนกลายเป็นเพียง “ชิปเดิมพัน” ทางการเมืองเท่านั้น มิได้สอดคล้องกับความต้องการของสังคม ส่วนผลการถอดถอนชี้ว่า ข้อเสนอถอดถอนสมาชิกจากฝ่ายค้าน (กั๋วหมินตั่ง) ทั้ง 7 คน แม้ไม่ผ่านทั้งหมด แต่คะแนนเสียง “ไม่เห็นด้วย” สูงกว่า “เห็นด้วย” อย่างชัดเจน เมื่อนับรวมรอบแรกเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม พรรครัฐบาลพ่ายแพ้ด้วยคะแนน 0 ต่อ 32 ข้ออ้างเพื่อปกป้องประชาธิปไตยนั้นจึงฟังไม่ขึ้น
แม้ “ไล่ ชิงเต๋อ” ผู้นำสูงสุดไต้หวัน ยังคงยืนยันแนวทาง “เดินเคียงข้างประชาชนด้วยการถอดถอนครั้งใหญ่” แต่ภายในพรรคขาดไร้พลังรวมใจ มากด้วยความขัดแย้ง และสิ้นหวังกับการลงคะแนนที่ชี้ชัดว่า คนไต้หวัน หมดศรัทธากับระบบการเมืองที่น่ารังเกียจของพรรครัฐบาล อีกประการหนึ่ง ความพยายามของ “ไล่ ชิงเต๋อ” ในการปลุกระดมให้เกิดความแตกแยกเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง กลับเป็นเหตุทำให้เขาอยู่ตรงข้ามกับเสียงส่วนใหญ่ของสังคม และทำให้สถานะทางการเมืองของรัฐบาลที่อ่อนแออยู่แล้วอ่อนแอมากขึ้น
ด้านประชามติขยายอายุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หมายเลข 3 เป็นเรื่องที่ประชาชนพึงประสงค์ แต่รัฐบาลกลับเมินเฉยและมองเป็นเรื่องที่ไม่สำคัญ เป็นเหตุให้คนไต้หวันต้องได้รับความเดือดร้อนกับค่าไฟที่สูงขึ้น
8 ปีที่ผันผ่านของพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (พรรครัฐบาล) ไม่ว่าจะเป็นพลังงานทดแทน คดีอื้อฉาว บริษัทไฟฟ้าแห่งชาติประสบภาวะขาดทุน ค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุณภาพอากาศ ล้วนไม่เป็นผลดีต่อประชาชน รัฐบาลชี้แจงว่า การขยายอายุโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หมายเลข 3 มิใช่เพียงทางเลือกเชิงนโยบายพลังงาน แต่เกี่ยวพันโดยตรงกับความมั่นคงของชาติ การพัฒนาเศรษฐกิจ และอนาคตของคนรุ่นถัดไป
ระบบการเมืองที่มากด้วยการทะเลาะโต้เถียง ตลอดจนการวิวาทกันในสภา มิใช่เป็นเรื่องใหม่ในไต้หวัน แต่ประเด็นที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลขาดการวางแผนระยะยาว และมักใช้วาทกรรมขอไปที เอาดีใส่ตัวเอาชั่วใส่เขา จึงไม่เป็นที่พอใจของสังคม เพราะเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย
หลังจาก “ไล่ ชิงเต๋อ” ขึ้นดำรงตำแหน่งได้กว่า 1 ปี ล้วนนำมาซึ่งความผิดหวังให้แก่คนไต้หวัน การบริหารไร้ประสิทธิภาพทั้งในและนอก ที่สำคัญคือ ไต้หวันไม่สามารถผ่านด่านภาษีศุลกากรของสหรัฐ แม้กระทั่งภาคใต้ของไต้หวันประสบภัยพายุน้ำท่วม เป็นประจักษ์ว่า “ไล่ ชิงเต๋อ” แก้ปัญหามิได้ ซ้ำยังพูดจาไม่เข้าหูคนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ผลการลงประชามติรอบสุดท้ายย่อมเป็นการชี้ชัดว่า พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้าของรัฐบาลได้รับการปฏิเสธจากคนไต้หวันอย่างชัดเจนแล้ว อันเกิดจากการเมืองที่เปี่ยมด้วยความขัดแย้ง อีกทั้งใช้กลไกประชาธิปไตยอย่างผิดฝั่งผิดฝา ประชาชนได้รับความเดือดร้อนอย่างทั่วหน้า
หากรัฐบาลพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้ายังขัดขืนดื้อดึง และไม่สำนึกถึงความบกพร่อง ปล่อยให้ประชาชนอยู่ไปอย่างสุกเอาเผากินเช่นนี้ล่ะก็วลี “ประชาธิปไตยก้าวหน้า” จะต้องกลายเป็นถ้อยคำที่ไร้ความหมายลอยไปตามกระแสลม ไม่เกิดประโยชน์ต่อคนไต้หวัน พฤติกรรมคือ “ขุดหลุมฝังตนเอง” นั่นแล
ศ.ชยานันต์ ศุกลวณิช

