ไม่สน! รบ.มะกันลุยยื่นอุทธรณ์ หวังพึ่งศาลสูง ดันภาษีทรัมป์ไปต่อ
สำนักข่าวบีบีซีและรอยเตอร์รายงานว่า รัฐบาลสหรัฐของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ได้ขอให้ศาลสูงสุดพิจารณาว่าการที่ทรัมป์ใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act ปี 1977 (IEEPA) เพื่อคิดภาษีศุลกากรแก่หลายประเทศนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หลังก่อนหน้านี้ศาลอุทธรณ์ของรัฐบาลกลางสหรัฐได้มีคำตัดสินเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินหน้าที่ในการใช้กฎหมายดังกล่าวเพื่อคิดภาษีศุลกากรหลายอัตรา และเน้นย้ำว่าอำนาจดังกล่าวเป็นของสภาคองเกรส
เมื่อวันที่ 3 กันยายน กระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้ยื่นอุทธรณ์คำตัดสินของศาลอุทธรณ์ที่บอกว่าตามกฎหมายแล้ว อำนาจที่ประธานาธิบดีมีอยู่ในเรื่องการนำเข้าสินค้าไม่ได้รวมถึงอำนาจในการจัดเก็บภาษีศุลกากร ทางกระทรวงยุติธรรมสหรัฐยังขอให้ศาลสูงสุดตัดสินใจว่าจะพิจารณาคดีดังกล่าวหรือไม่ภายในวันที่ 10 กันยายน และขอให้มีการเร่งกระบวนการพิจารณาคดีนี้ หากศาลสูงสุดไม่รับพิจารณาคดีจะทำให้คำตัดสินของศาลอุทธรณ์มีผลในวันที่ 14 ตุลาคมนี้
กฎหมาย IEEPA ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการจัดการกับภัยคุกคามท่ามกลางช่วงที่ประเทศเผชิญกับภาวะฉุกเฉิน ซึ่งผู้นำสหรัฐเคยใช้กฎหมายนี้ในการคว่ำบาตรหรือยึดทรัพย์สินของฝ่ายตรงข้าม แต่ไม่เคยนำมาใช้จัดเก็บภาษีศุลกากรแก่ประเทศอื่นๆ มาก่อน ในเดือนเมษายน ทรัมป์ประกาศภาวะฉุกเฉินทางเศรษฐกิจโดยอ้างถึงความไม่สมดุลทางการค้าได้ทำลายกำลังการผลิตภายในประเทศ และเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐ
ประธานาธิบดีทรัมป์นำเรื่องภาษีศุลกากรเป็นหนึ่งในอาวุธหลักในเรื่องนโยบายต่างประเทศ โดยทรัมป์ใช้ภาษีศุลกากรกดดันประเทศต่างๆ ให้บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ แต่ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐระบุให้สภาคองเกรสมีอำนาจในเรื่องภาษี
ในวันที่ 28 พฤษภาคม ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐเคยตัดสินว่านโยบายเรื่องภาษีของทรัมป์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งทรัมป์ได้อุทธรณ์คำตัดสิน ขณะที่ศาลในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ได้ตัดสินว่าทรัมป์ไม่สามารถใช้กฎหมาย IEEPA ในการคิดภาษีศุลกากรประเทศต่างๆ ซึ่งทรัมป์ก็อุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าวเช่นกัน โดยรวมแล้วมีคดีความเกี่ยวกับนโยบายภาษีของทรัมป์อย่างน้อย 8 คดีความที่กำลังดำเนินอยู่ในตอนนี้
นายจอห์น ซาวเออร์ รองอธิบดีกรมอัยการกล่าวว่า คำตัดสินที่ผิดพลาดของศาลชั้นต้นได้ส่งผลกระทบต่อการเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่มีความละเอียดอ่อนและมีผลกระทบสูงซึ่งยังคงดำเนินอยู่ และยังทำให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมายต่อความพยายามของประธานาธิบดี ที่จะปกป้องประเทศไม่ให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจและวิกฤตด้านการต่างประเทศอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

