‘ทรัมป์’ เซ็นแล้ว คำสั่งเปลี่ยนชื่อ ‘กระทรวงกลาโหม’ เป็น ‘กระทรวงสงคราม’ วิจารณ์ขรม สิ้นเปลือง!
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 กันยายน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐอเมริกา ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเป็นที่เรียบร้อยแล้วให้เปลี่ยนชื่อ “กระทรวงกลาโหม” (Department of Defense) หรือ “เพนตากอน” ของสหรัฐ ให้กลับไปเป็น “กระทรวงสงคราม” (Department of War) ซึ่งเป็นชื่อเดิมที่ใช้ก่อนช่วงสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งเจ้าหน้าที่ในขณะนั้นต้องการเน้นบทบาทของเพนตากอนในการป้องกันความขัดแย้ง

“นี่คือการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมาก เพราะมันคือทัศนคติ มันคือเรื่องของชัยชนะ” ทรัมป์กล่าวขณะลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารที่ห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว ซึ่งทรัมป์ยังได้แนะนำตัวนายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมว่าเป็นรัฐมนตรีสงครามด้วย โดยเฮกเซธได้แสดงความยินดีกับการเปลี่ยนแปลงนี้ที่เขาเรียกร้องมานานด้วยการกล่าวว่า “เราจะเป็นฝ่ายรุก ไม่ใช่แค่ตั้งรับเท่านั้น เราจะเน้นอานุภาพสูงสุด ไม่ใช่แค่ข้อกฎหมายที่อ่อนแรง”
การตัดสินใจครั้งนี้เป็นความพยายามล่าสุดของทรัมป์ในการ “รีแบรนด์” กองทัพสหรัฐ โดยก่อนหน้านี้เขาได้จัดเดินสวนสนามทางทหารที่ไม่เคยมีมาก่อนใจกลางกรุงวอชิงตันและได้ฟื้นการใช้ชื่อเดิมของฐานทัพบางแห่งที่ถูกเปลี่ยนชื่อไปหลังเกิดการประท้วงทวงความยุติธรรมทางเชื้อชาติ

ผลจากคำสั่งดังกล่าวทำให้เพนตากอนได้เร่งดำเนินการเปลี่ยนป้ายชื่อที่อาคารสำนักงานใหญ่เพนตากอน ในเมืองอาร์ลิงตัน รัฐเวอร์จิเนีย โดยได้เปลี่ยนป้ายชื่อตำแหน่งของนายเฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหม บนประตูห้องทำงานของเขาเป็น “รัฐมนตรีสงคราม” และตำแหน่งของนายสตีฟ ไฟน์เบิร์ก ผู้ช่วยของเขาเป็น ผู้ช่วยรัฐมนตรีสงคราม
คำสั่งนี้เป็นการมอบหมายให้นายเฮกเซธเสนอข้อกฎหมายและคำสั่งบริหารที่จำเป็นเพื่อทำให้การเปลี่ยนชื่อกระทรวงมีผลถาวร แม้ว่าการเปลี่ยนชื่อของหน่วยงานรัฐบาลกลางจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก ซึ่งโดยกระบวนการทั่วไปแล้วต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรสซึ่งขณะนี้พรรครีพับลิกันก็ครองเสียงข้างมากแบบฉิวเฉียดในทั้งสองสภา

ทั้งนี้กระทรวงกลาโหมของสหรัฐ เคยใช้ชื่อ กระทรวงสงคราม จนถึงปี ค.ศ.1949 เมื่อสภาคองเกรสสหรัฐได้ผนึกรวม 3 เหล่าทัพ ได้แก่ กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศเข้าด้วยกันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 นักประวัติศาสตร์กล่าวว่า การเปลี่ยนชื่อในขณะนั้นเป็นการส่งสัญญาณอย่างหนึ่งในยุคนิวเคลียร์ว่าสหรัฐมุ่งเน้นไปที่การป้องกันความขัดแย้ง
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนชื่อในครั้งนี้ย่อมมีค่าใช้จ่ายสูงตาม ซึ่งต้องมีการปรับเปลี่ยนทั้งป้ายสัญลักษณ์และหัวจดหมาย ไม่เพียงแค่ที่เพนตากอนเท่านั้น แต่รวมถึงหน่วยทหารของสหรัฐทั่วโลกด้วย ซึ่งย้อนแย้งกับแนวทางของทรัมป์ก่อนหน้านี้ที่มุ่งตัดลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นของภาครัฐ ท่ามกลางเสียงของนักวิจารณ์ที่มองว่า แผนการเปลี่ยนชื่อครั้งนี้ไม่เพียงแต่สิ้นเปลืองเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่เบี่ยงเบนความสนใจจากภารกิจหลักของเพนตากอนไปโดยไม่จำเป็น

