
8 พรรคการเมืองรุมค้าน ปธน.เนปาลยุบสภา จัดเลือกตั้งใหม่ 5 มี.ค. ชี้ขัดรธน.
ประธานาธิบดีราม จันทรา พูเดล ของเนปาล ประกาศยุบสภาและให้มีการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 5 มีนาคมปีหน้า โดยแถลงการณ์ของสำนักงานประธานาธิบดีเนปาลมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังซูชิลา การ์กี อดีตประธานศาลฎีกาเพิ่งสาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีรักษาการของเนปาล เมื่อวันที่ 12 กันยายน จากเหตุประท้วงใหญ่ที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและเหตุนองเลือดที่กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ขณะที่พรรคการเมืองหลัก 8 พรรคของเนปาล ซึ่งรวมถึงพรรคคองเกรสแห่งเนปาล พรรคคอมมิวนิสต์แห่งเนปาล และพรรคเหมาอิสต์เซ็นเตอร์ ระบุว่าประธานาธิบดีพูเดลกระทำการที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ พร้อมกับเรียกร้องให้ประธานาธิบดีต้องฟื้นการดำรงอยู่ของรัฐสภาที่เขาประกาศยุบไป
คำแถลงเมื่อวันเสาร์ที่เรียกร้องให้ฟื้นคืนการดำรงอยู่ของรัฐสภา ได้รับการลงนามโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นวิปของพรรคการเมืองทั้ง 8 พรรค โดยให้เหตุผลว่า การตัดสินใจของประธานาธิบดีนั้นขัดต่อรัฐธรรมนูญ และ ไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐานที่ฝ่ายตุลาการเนปาลได้วางไว้ก่อนหน้านี้
พรรคการเมืองทั้งแปดพรรคย้ำว่า ข้อเรียกร้องของผู้ประท้วง รวมถึงการจัดการเลือกตั้งใหม่ที่ประกาศไว้ในวันที่ 5 มีนาคมปีหน้า ควรได้รับการบริหารจัดการภายใต้สถาบันที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน
ต่อมาในวันเสาร์ ประธานาธิบดีพูเดลได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความอดกลั้น และช่วยกันดำเนินการเลือกตั้งให้สำเร็จลุล่วง พร้อมทั้งระบุว่า ขณะนี้กำลังมีความพยายามเพื่อบรรลุทางออกโดยสันติ ในสถานการณ์ที่ยากลำบากและน่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง
“รัฐธรรมนูญยังคงดำรงอยู่ ระบบรัฐสภายังคงดำรงอยู่ และสาธารณรัฐประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐยังคงดำรงอยู่ ประชาชนยังคงมีโอกาสที่จะก้าวต่อไปข้างหน้าบนเส้นทางประชาธิปไตยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการจัดการเลือกตั้งภายในหกเดือน” ประธานาธิบดีพูเดลระบุ
ประธานาธิบดีพูเดลได้ยุบสภาผู้แทนราษฎรตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรีรักษาการคนใหม่ โดยการยุบสภาถือเป็นหนึ่งในข้อเรียกร้องสำคัญของแกนนำนักศึกษาที่มาจากขบวนการประท้วงซึ่งถูกเรียกว่า “Gen Z”
เหตุประท้วงที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 50 รายจากการปะทะกับตำรวจปราบจลาจล ซึ่งมีต้นเหตุจากการสั่งห้ามใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย และแม้จะมีการยกเลิกคำสั่งห้ามดังกล่าว แต่การประท้วงได้ขยายตัวกลายเป็นการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ ฝูงชนที่โกรธแค้นได้จุดไฟเผาอาคารรัฐสภาและอาคารรัฐบาลในกรุงกาฐมาณฑุ เมืองหลวงของเนปาล จนทำให้นายกรัฐมนตรีในขณะนั้นต้องประกาศลาออก
