เท้งสัมภาษณ์ไทม์ ยันพร้อมบริหารบ้านเมือง แจงหนุนอนุทิน คำนึงประโยชน์ประเทศเหนือพรรค
เว็บไซต์นิตยสารไทม์เผยแพร่บทสัมภาษณ์ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน เมื่อวันที่ 15 กันยายน เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองและจุดยืนทางการเมืองของพรรคประชาชน พร้อมกับการวิเคราะห์ถึงความเป็นไปได้ในการที่พรรคจะก้าวขึ้นมาบริหารประเทศไทย ซึ่ง “มติชน” สรุปเนื้อหาสำคัญมาให้ทราบดังนี้
ณัฐพงษ์ประกาศว่า “วิสัยทัศน์ของเราคือการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ และลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ปัญหาหลักยังคงเหมือนเดิมเมื่อ 20 ปีก่อน เราต้องนำประชาธิปไตยที่เต็มรูปแบบมาสู่ประเทศของเรา” ภายใต้การนำของณัฐพงษ์ พรรคการเมืองหัวก้าวหน้าของไทยกำลังเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งสมัยที่ 3 และสำหรับผู้สนับสนุนที่ต้องการควบคุมชนชั้นนำฝ่ายทหารของไทย สิ่งอื่นใดนอกจากอำนาจอาจจะทำให้ถูกตราหน้าว่าเป็นความล้มเหลว “เราตั้งเป้าหมายที่จะได้ที่นั่งเสียงข้างมากในรัฐสภา เราต้องทำให้ประชาชนเชื่อว่าเราพร้อมที่จะบริหารประเทศ” ณัฐพงษ์กล่าว
แม้ว่าการสนับสนุนพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถือเป็นฝ่ายตรงข้ามทางอุดมการณ์เพื่อแลกกับการเลือกตั้งใหม่อาจเสี่ยงต่อการทำให้ฐานเสียงของพรรคแตกแยก แต่ณัฐพงษ์ให้เหตุผลว่า “การตัดสินใจที่ยากลำบากมากนี้เป็นไปเพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่าความนิยมของพรรค” นั่นทำให้ความท้าทายสำหรับณัฐพงษ์ในเวลานี้คือการต่อยอดผลงานอันโดดเด่นของพรรคก้าวไกล ในปี 2566 เพื่อให้ได้ที่นั่งในการเลือกตั้งครั้งถัดไปมากพอที่จะจัดตั้งรัฐบาล ประกาศใช้นโยบายที่กล้าหาญในการกระจายอำนาจ ยกเลิกกฎระเบียบ และการลดอิทธิพลทางการเมืองของกองทัพและฝ่ายอนุรักษ์นิยม
ณัฐพงษ์กล่าวว่า ประเทศไทยมีปัญหาร้ายแรงมากมาย ทั้งการที่กองทัพที่เข้ามามีบทบาททางการเมือง การที่กลุ่มผลประโยชน์มีอิทธิพลควบคุมหรือแทรกแซงกลไกของรัฐ การรวมศูนย์อำนาจของระบบราชการ ซึ่งณัฐพงศ์อธิบายว่า การต่อสู้ในประเด็นหลักเหล่านี้จึงเป็นการต่อสู้กับคนไม่กี่คนที่ได้ประโยชน์จากระบบปัจจุบัน
ไทม์ระบุว่า ยังต้องรอดูกันต่อไปว่าณัฐพงษ์จะเป็นผู้นำที่จะประสบความสำเร็จในจุดที่คนอื่นทำไม่ได้หรือไม่ แม้เขาจะดูใส่ใจในรายละเอียดและพูดจาดี แต่ก็ยังขาดคุณสมบัติที่โดดเด่นอย่าง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หรือ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังและดึงดูดเยาวชนไทยจำนวนมาก
ณพล จาตุศรีพิทักษ์ นักวิจัยรับเชิญจากสถาบัน ISEAS-Yusof Ishak ในสิงคโปร์กล่าวว่า รากฐานที่แท้จริงที่ทำให้เกิดความนิยมของพรรคกล้าวไกลคือสิ่งที่เรียกว่า “แฟนด้อม” ที่สร้างขึ้นโดยหัวหน้าพรรค ธนาธรและพิธาเป็นคนดังมาก ในทางตรงกันข้าม ณัฐพงษ์มีภาวะผู้นำที่สุขุมเยือกเย็นและมีเหตุผลมากกว่า แต่เขาไม่ค่อยมีเสน่ห์หรือความโดดเด่นเป็นพิเศษนัก ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ดีนักไปสำหรับการเลือกตั้ง
อย่างไรก็ดี ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กลับไม่เห็นด้วยและบอกว่า บุคลิกที่อ่อนโยนกว่าของณัฐพงษ์อาจช่วยให้เขาหลีกเลี่ยงการกลายเป็น “สายล่อฟ้า” จากกลุ่มผู้มีอำนาจที่กำลังเผชิญความขัดแย้ง เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นกับธนาธรที่บางครั้งดูโอ้อวด หรือพิธาที่ดูสะดุดตากว่า
“ณัฐพงษ์ได้รับการสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งภายในพรรค เขาทำงานด้านนโยบายที่อาจไม่ค่อยได้รับการเห็นคุณค่ามากนัก แต่เขาเก่งในการกำหนดสารที่ต้องการสื่อออกไป รวมถึงการสื่อสารกับสาธารณชน” ฐิตินันท์กล่าว และว่า ณัฐพงษ์มีทักษะในการพูด พูดจาชัดเจน และสื่อสารได้ตรงประเด็นเมื่อกล่าวต่อรัฐสภา คนนี้นี่แหละคือของจริง
ณัฐพงษ์เชื่อว่าเขาสามารถใช้ประโยชน์จากความไม่พอใจในผลงานของพรรคเพื่อไทยเพื่อกระตุ้นความต้องการอันแรงกล้าของคนไทยในการปฏิรูป ขณะที่ ทักษิณ ชินวัตร ถูกศาลฎีกาตัดสินจำคุกเป็นเวลาหนึ่งปีเมื่อวันที่ 9 กันยายน ณัฐพงษ์กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ ทักษิณต้องยอมรับคำตัดสินของศาล หากเขาตัดสินใจหลบหนีไปเหมือนในอดีต ย่อมมีคนจำนวนมากที่ไม่ยอมรับการกระทำของเขา และสิ่งนี้จะนำมาซึ่งความขัดแย้งครั้งใหม่ในประเทศ
การต้อนรับอย่างอบอุ่นของ ฮุน มาเนต ต่อ อนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย แม้ความสัมพันธ์ทวิภาคีของสองประเทศจะตกต่ำลง ท่ามกลางทฤษฎีสมคบคิดที่ยังไม่จางหายจากการปล่อยเทปการสนทนาทางโทรศัพท์ระหว่าง ฮุน เซน กับ แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีคนก่อนของไทย แต่ณัฐพงษ์กล่าวว่า อย่างน้อยที่สุดการทะเลาะวิวาทครั้งนี้ก็แสดงให้เห็นถึงอันตรายของความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการ ที่เข้ามาแทนที่ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ “ผมเชื่ออย่างแท้จริงว่าความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาในขณะนี้เป็นปัญหาระหว่างสองตระกูลใหญ่ เราต้องกลับไปสู่การเจรจาระหว่างรัฐอย่างเป็นทางการ” ณัฐพงษ์กล่าว
ณัฐพงษ์ยกเหตุการณ์รัฐประหารในปี 2549 ที่โค่นล้มทักษิณว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการตื่นรู้ทางการเมืองของเขา ซึ่งในขณะนั้นเป็นนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 2 ที่กำลังศึกษาด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในช่วงที่นายพลยึดอำนาจนั้นณัฐพงษ์กล่าวว่า เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าการรัฐประหารจะเกิดขึ้นอีกครั้ง ในตอนนั้นเขาถึงกับหมดศรัทธาในประเทศไทยไปแล้ว แต่ยกเครดิตให้กับนักคิดหัวก้าวหน้าอย่างธนาธร และ ปิยบุตร แสงกนกกุล นักคิดคนสำคัญของกลุ่มหัวก้าวหน้าว่า ได้ทำให้เขาเห็นแสงสว่างและก้าวออกจากพื้นปลอดภัยของตัวเอง เพราะเชื่อว่าเราต้องแก้ไขการเมืองร่วมกัน
แม้ว่าณัฐพงษ์จะเป็นบุตรคนที่สี่ของ สุชาติ เรืองปัญญาวุฒิ เจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพ แต่เขาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นสมาชิกของชนชั้นนำที่เขาต่อต้าน โดยเน้นย้ำว่าพ่อแม่ของเขาร่ำรวยขึ้นในช่วงที่เขาเป็นวัยรุ่น แต่เขา พี่สาว และน้องชายก็อยู่ห้องเดียวกันหมด หลังจากสำเร็จการศึกษา ณัฐพงศ์ได้ก่อตั้งบริษัทคลาวด์คอมพิวติ้ง ก่อนที่จะได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ในปี 2562
ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีของณัฐพงษ์มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางการรณรงค์หาเสียงผ่านโลกโซเชียลของพรรคก้าวไกลในปี 2566 ซึ่งได้รับการยกย่องว่าช่วยสร้างแรงสนับสนุนอย่างกว้างขวางทั่วประเทศไทย การรณรงค์ระดับรากหญ้าที่ชาญฉลาดของพรรคก้าวไกลโดยมุ่งเน้นไปที่โซเชียลมีเดีย ช่วยทำลายกรอบความคิดของนโยบายอุปถัมภ์ที่พึ่งพาครอบครัวผู้ทรงอิทธิพลท้องถิ่น หรือที่รู้จักกันในชื่อ “บ้านใหญ่” แม้ว่านักวิเคราะห์จะบอกว่าพรรคการเมืองอย่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทยน่าจะเพิ่มแรงจูงในครั้งต่อไปเรียกคะแนนเสียงกลับ ณัฐพงษ์กล่าวว่า เรารู้ว่านโยบายอุปถัมภ์จะแข็งแกร่งขึ้นมาก ดังนั้นเราต้องดึงดูดมวลชนเพื่อชนะการเลือกตั้ง
ขณะที่ณพลกล่าวว่า คนไทยทั่วไปไม่เชื่อว่าพวกเขาอยู่ภายใต้การปกครองของทหาร หรือแม้แต่การปกครองแบบกึ่งเผด็จการ พร้อมเสริมว่าการสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเพื่อแลกกับการเลือกตั้ง ทำให้พรรคประชาชนอยู่ในสถานการณ์ที่ลำบากมาก ในการพยายามเรียกตัวเองว่ายาแก้พิษสำหรับชนชั้นนำที่หยั่งรากลึก ทำให้พรรคประชาชนสูญเสียจุดยืนที่แข็งกร้าวต่ออิทธิพลของทหารไปแล้ว
อย่างไรก็ดี ณัฐพงษ์กลับมองต่างออกไป โดยเขาระบุว่า เรารู้ว่าการเลือกคุณอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีต้องส่งผลกระทบต่อความนิยมของพรรคเรา แต่ปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทยในขณะนี้คือเราต้องมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นั่นคือเหตุผลที่เราเลือกแบบนั้น
อย่างไรก็ตาม ประเด็นสำคัญที่ยังคงค้างคาใจยังคงเป็นทัศนคติของคณะราษฎรที่มีต่อสถาบัน การปฏิรูปมาตรา 112 อยู่เบื้องหลังการยุบพรรคก้าวไกล ณัฐพงษ์กล่าวว่า คำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญระบุเพียงว่า พรรคการเมืองไม่ได้รับอนุญาตให้นำการแก้ไขกฎหมายมาใช้หาเสียง และแม้ว่าเขาจะไม่ยอมให้มีการกล่าวถึงเป้าหมายดังกล่าวในแถลงการณ์หรือคำปราศรัยใดๆ แต่ความทะเยอทะยานของพวกเขายังคงไม่เปลี่ยนแปลง
“มาตรา 112 ยังคงสร้างปัญหาให้กับประเทศไทย และหากเราได้อำนาจ เราจะแก้ไขกฎหมายนี้ให้สอดคล้องกับคำพิพากษาของศาลรัฐธรรมนูญ สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องอยู่เหนือการเมือง และยังคงเป็นสถาบันหลักของไทย เราต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อวางรากฐาน และทำให้สถาบันเป็นที่ยอมรับของคนไทยในโลกยุคใหม่” ณัฐพงษ์กล่าว
เมื่อพิจารณาจากชะตากรรมของผู้นำคนก่อนของขบวนการก้าวหน้าแล้ว ณัฐพงษ์รู้ดีว่าเจตนาที่จะปฏิรูปสถาบันกำลังทำให้เขาตกเป็นเป้าหมายใหญ่หลวง เมื่อถูกถามว่าเขามั่นใจได้หรือไม่ว่าจะรอดพ้นจากชะตากรรมของผู้นำพรรคคนก่อนหน้า ณัฐพงษ์ยักไหล่พร้อมกล่าวว่า “ผมบอกไม่ได้ แต่ผมจะทำให้ดีที่สุด เราต้องการการปฏิรูปทางการเมืองที่ทำให้องค์กรอิสระต้องรับผิดชอบต่อประชาชน ไม่ใช่เพียงเพื่อคนส่วนน้อย”

