หน้าแรก ต่างประเทศ วิเทศวิถี : ป...

วิเทศวิถี : ปัญหา’ไทย-กัมพูชา’แก้ได้ หากมีความจริงใจเป็นตัวตั้ง

22.09.25 | 09:09 น.

ปัญหา’ไทย-กัมพูชา’แก้ได้
หากมีความจริงใจเป็นตัวตั้ง

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ดูเหมือนจะเงียบลงไปสักพักหลังการล้มลงของรัฐบาลไทยภายใต้การนำของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อันเป็นผลจากการปล่อยคลิปเสียงการสนทนาทางโทรศัพท์โดย สมเด็จฯฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ขณะที่หลังจาก นายอุนทิน ชาญวีรกุล ได้รับการลงมติให้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ของไทย สมเด็จฯฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ก็เป็นผู้นำคนแรกๆ ที่ส่งหนังสือมาแสดงความยินดี พร้อมกับแสดงเจตจำนงที่จะทำงานร่วมกับผู้นำคนใหม่ของไทย เพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์สองประเทศ และทำให้ชายแดนกัมพูชา-ไทย เป็นพื้นที่แห่งสันติภาพ ความร่วมมือ และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกัน

ในเริ่มแรก หลายฝ่ายมองว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากที่ไทยมีรัฐบาลชุดใหม่น่าจะเป็นทางลงที่ดีสำหรับความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ค่าที่สงครามและการปลุกเร้าให้เกิดกระแสแห่งความเกลียดชัดระหว่างสองประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกันนั้น ไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายใดแม้แต่น้อย แต่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามมา ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่กัมพูชาต้องการคือการฟื้นฟูความสัมพันธ์ และตั้งใจที่จะทำงานร่วมกับไทยเพื่อให้ความสัมพันธ์และความร่วมมือของสองประเทศกลับสู่ภาวะปกติจริงหรือไม่

เหตุปะทะที่บ้านหนองหญ้าแก้ว ต.โนนหมากมุ่น อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ที่เกิดขึ้นแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 16 กันยายน หลังจากชาวกัมพูชาได้บุกรื้อลวดหนามและทำร้ายเจ้าหน้าที่ไทย ทำให้ตำรวจควบคุมฝูงชนของไทยตอบโต้ด้วยการใช้คลื่นเสียง แก๊สน้ำตา และกระสุนยาง ที่ พล.ท.มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่า คลื่นเสียงดังกล่าวนั้นส่งผลทำลายหูชั้นในของพลเรือน ทำให้เหตุการณ์ระหว่างสองประเทศที่ดูเหมือนจะเงียบสงบลงไปแล้วคุกรุ่นขึ้นมาใหม่ทันที ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวไม่เคยมีความขัดแย้งใดๆ เกิดขึ้นในตอนต้น

หลังจากนั้นสมเด็จฯฮุน มาเนต ได้ทำการส่งหนังสือฟ้องโลกแบบฉับพลันทันทีในวันถัดมา โดยมีหนังสือไปถึง นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนในปัจจุบัน และผู้นำโลกอื่น ๆ ได้แก่ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ของฝรั่งเศส นายอันโตนิอู กุแตร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ และ แอนนาเลนา แบร์บ็อค รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ในฐานะประธานการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) ครั้งที่ 80 ด้วย

Advertisement

จดหมายของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาถูกระบุว่า มีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องความสนใจของผู้นำโลกต่อเหตุการณ์ล่าสุดตามแนวชายแดนกัมพูชา-ไทย ที่เป็นอันตรายต่อสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างสองประเทศ และต่อภูมิภาคในวงกว้าง เนื่องจากมีการขยายขอบเขตความขัดแย้งไปไกลกว่าพื้นที่เดิมในจังหวัดพระวิหารและอุดรมีชัย โดยกองกำลังไทยได้เป็นผู้ขยายขอบเขตของความขัดแย้งด้วยการสร้างรั้วลวดหนาม ยื่นคำขาด และบังคับขับไล่พลเรือนชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่ที่เป็นบ้านเรือนและที่ทำกินตั้งแต่บรรพบุรุษของพวกเขา ด้วยการใช้เส้นเขตแดนที่กำหนดขึ้นเพียงฝ่ายเดียวและใช้กำลัง ที่เป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลกัมพูชา-ไทยว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก พ.ศ. 2543 (เอ็มโอยู2543) ละเมิดอธิปไตยของกัมพูชา และละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศต่างๆ อย่างชัดเจน ทั้งยังเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และเสี่ยงที่จะทำให้เกิดการเผชิญหน้าอย่างรุนแรงตามมา แต่ก็ยังยืนยันถึงความมุ่งมั่นอันแน่วแน่ของกัมพูชาที่จะแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติ และพร้อมจะทำงานร่วมกับไทยและอาเซียนเพื่อรักษาเสถียรภาพ ส่งเสริมความร่วมมือ และความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนต่อไป

ในมุมมองของผู้ที่มีความรู้ด้านการต่างประเทศ เชื่อว่าส่วนใหญ่คงคิดไม่ต่างกันว่า สิ่งที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้เป็นการโหมโรงของฝ่ายกัมพูชาก่อนที่บรรดาผู้นำโลกจะเดินทางไปร่วมประชุม UNGA ที่สำนักงานใหญ่ของสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์กในสัปดาห์นี้ ที่การประชุมระดับสูง หรือที่เรียกกันว่า UNGA High-Level Week ซึ่งผู้นำประเทศต่างๆ มาเข้าร่วมมากที่สุดจะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 22-29 กันยายน เพื่อจุดประกายให้ประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาอยู่ในความสนใจของผู้คนอีกครั้ง เห็นได้ชัดว่า หน่วยงานต่างๆ ของกัมพูชาดำเนินการทั้งภายในและภายนอกสอดประสานกันอย่างชัดเจน

และการประชุม UNGA ที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ น่าจะเป็นโอกาสให้ นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต ของกัมพูชา ได้พบปะพูดคุยกับผู้นำประเทศหรือผู้นำองค์การระหว่างประเทศต่างๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับการดำเนินการของฝ่ายไทยต่อกัมพูชา ในขณะที่ฝั่งไทยเองยังคงอยู่ในสถานการณ์ที่รัฐบาลใหม่ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ เพราะคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ยังต้องผ่านกระบวนการขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่การถวายสัตย์ปฏิญาน ที่กำหนดจะมีขึ้นในวันที่ 24 กันยายนนี้ และยังต้องมีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ก่อนที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเป็นทางการ เว้นแต่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทยจะสามารถนำคณะผู้แทนไปร่วมประชุม UNGA ได้

ภาวะสุญญากาศเช่นนี้ของไทย ย่อมเป็นโอกาสอันดีสำหรับกัมพูชาที่จะเดินหน้าฟ้องโลกด้วยข้อมูลและมุมมองของกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียว และโอกาสที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของไทยเสียหาย ด้วยการใช้บท “เหยื่อ” ที่ถูกประเทศเพื่อนบ้านซึ่งมีศักยภาพทางเศรษฐกิจและการทหารเหนือกว่าเล่นงานนั้นเป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้ล่วงหน้า ต้องยอมรับว่า ไม่ว่าจะในเวทีไหน คนที่ถูกมองว่าเป็นมวยรองมักจะได้รับความเห็นใจจากคนดูมากกว่า เวทีการเมืองระหว่างประเทศก็ไม่ต่างกัน

อย่างไรก็ดี สิ่งที่สำคัญกว่าการสู้รบปรบมือกับกัมพูชาในเวลานี้ ก่อนที่รัฐบาลใหม่ของไทยภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทินจะเดินหน้าการแก้ไขปัญหาไทย-กัมพูชาต่อไป นั่นคือบรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายของไทยต้องหาจุดยืนที่เป็นเอกภาพร่วมกันให้ได้เสียก่อน หากเรายังไม่ตระหนักถึงความสำคัญในประเด็นนี้ จะให้ออกไปจัดการกับปัญหาใดๆ ในเวทีโลกก็คงลำบาก เพราะในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ การดำเนินการโดยยึดหลักเหตุผล ยึดความตกลงต่างๆ ตลอดจนกฎหมายระหว่างประเทศ และการแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้มีวุฒิภาวะนั้นสำคัญยิ่ง ขณะเดียวกันทุกฝ่ายต้องตระหนักด้วยว่า ไม่ว่าการสู้รบใดๆ ต้องจบด้วยการเจรจา ขณะที่เราดูแลความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน เราก็จำเป็นต้องเปิดพื้นที่สำหรับการดำเนินการทางการทูตควบคู่ไปด้วย

เหตุการณ์วุ่นวายตลอดแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ดูจะรุนแรงมากที่สุดในรอบหลายสิบปีครั้งนี้ ไม่ใช่ปัญหาที่จะแก้ไขได้ง่ายในเวลาสั้นๆ ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ปัญหาที่เราควรจะปล่อยให้ค้างคาออกไปเรื่อยๆ เพราะมันไม่ได้ส่งผลกระทบกับความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาเท่านั้น แต่ยังกระทบกับภาพลักษณ์ของอาเซียนโดยรวมด้วย เชื่อว่าชาติสมาชิกอาเซียนอื่นๆ ก็ไม่สบายใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นนัก เพราะทำให้อาเซียนที่เคยเป็นภูมิภาคเดียวที่ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาขัดแย้งใดๆ เว้นแต่สถานการณ์ภายในเมียนมา กลับกลายเป็นพื้นที่แห่งความขัดแย้งที่ส่งผลกระทบต่อการค้าการลงทุนและการดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ แน่นอนว่าทางแก้ไขปัญหาที่่ง่ายที่สุดคือการเลือกไปลงทุนในประเทศอื่นที่ไม่ใช่ไทยหรือกัมพูชา และนั่นก็ไม่เป็นผลดีกับไทยในระยะยาวเช่นกัน

ที่สุดแล้วหากมีความตั้งใจจริงเป็นตัวตั้ง ไม่ได้ดำเนินการโดยคำนึงถึงเพียงประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศ แต่ต้องการให้ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นพื้นที่แห่งสันติภาพและความรุ่งเรืองร่วมกันอย่างที่พูดจริง เราก็ควรต้องเริ่มต้นแก้ไขปัญหาร่วมกันตั้งแต่เวลานี้ ไม่ใช่ปล่อยให้บาดแผลลุกลามจนยากประสาน หรือปล่อยให้ความวุ่นวายกลายเป็นมรดกตกทอดไปถึงคนรุ่นต่อไป เพียงเพราะยึดเอาการเอาชนะคะคานเป็นตัวตั้ง