หน้าแรก ต่างประเทศ ชิลี–ไทย ฉลอง...

ชิลี–ไทย ฉลองครบรอบ 10 ปี FTA เตรียมขยายความร่วมมือ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

22.09.25 | 15:53 น.

ชิลี–ไทย ฉลองครบรอบ 10 ปี FTA เตรียมขยายความร่วมมือ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

ชิลีและไทยกำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษใหม่แห่งความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและหลากหลายยิ่งขึ้น โดยชิลียืนยันเจตนารมณ์ที่จะเข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งประเทศไทยและอาเซียนเป็นภาคี ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะยกระดับบทบาทของชิลีในภูมิทัศน์การค้าเอเชีย–แปซิฟิก และเปิดทางสู่ความร่วมมือในภาคส่วนใหม่ ๆ เช่น การค้าแบบดิจิทัล อุตสาหกรรม วัฒนธรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน

นางเกลาเดีย ซานอูเอซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของชิลี ได้เปิดเผยถึงนโยบายดังกล่าวในระหว่างการสัมมนาภายใต้การประชุมสุดยอดธุรกิจชิลี-อาเซียน (Chile–ASEAN Business Summit) ที่จัด ณ โรงแรม  ไฮแอท รีเจนซี่ สุขุมวิท กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆนี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 10 ปี ความตกลงการค้าเสรีไทย–ชิลี (FTA)

นับเป็นหมุดหมายสำคัญในความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศ โดยตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมา การส่งออกสินค้าของชิลีได้เข้าสู่ตลาดไทยโดยได้รับสิทธิปลอดภาษีเต็มรูปแบบ เปิดโอกาสให้เข้าถึงตลาดไทยได้กว้างขึ้น ในปี 2567 ไทยกลายเป็นตลาดส่งออกหลักของชิลีในอาเซียน คิดเป็นสัดส่วน 42% ของการส่งออกทั้งหมดของชิลีมายังภูมิภาคนี้ นอกจากนี้ การส่งออกด้านธุรกิจบริการก็เติบโตอย่างก้าวกระโดด เฉลี่ยปีละกว่า 41.1% ระหว่างปี 2558–2567 จนแตะระดับสูงสุดที่ 444,000 ดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมา

Advertisement

นางเกลาเดีย ซานอูเอซา กล่าวอีกว่า ความตกลง FTA ไทย–ชิลีตลอด 10 ปีที่ผ่านมาได้สร้างโอกาสทางการค้าเกินความคาดหมาย และยังสะท้อนถึงอนาคตที่สดใสร่วมกัน “ในวาระครบรอบ 10 ปี FTA ชิลี-ไทย เราจึงมองไกลไปในอนาคต การเข้าร่วม RCEP จะช่วยให้ชิลีสามารถกระจายตลาดการค้า และมีส่วนในการสร้างเวทีเศรษฐกิจระดับภูมิภาคที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน”

นางเกลาเดีย ซานอูเอซา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ฝ่ายเศรษฐกิจระหว่างประเทศของชิลี

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การค้าระหว่างสองประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยชิลีส่งออกสินค้าอาหารทะเล ผลไม้สด ไวน์ ผลิตภัณฑ์ป่าไม้ และบริการต่างๆ มายังไทย ขณะที่ไทยส่งออกชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ และอาหารแปรรูปไปยังชิลี

ในโอกาสเดียวกันนี้ นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ  กระทรวงพาณิชย์ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญเชิงกลยุทธ์ของความตกลงการค้าเสรีว่า  “ประเทศไทยเป็นประตูของชิลีสู่ตลาดอาเซียน และชิลีก็เป็นสะพานของไทยสู่ตลาด ลาตินอเมริกา ความร่วมมือนี้จึงก้าวไกลไปกว่าแค่เรื่องอัตราภาษีพิเศษ แต่กำลังพัฒนาเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างแท้จริง” พร้อมกับกล่าวต้อนรับการที่ชิลีเดินหน้าสู่การเป็นสมาชิก RCEP ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญที่จะนำชิลีเข้าสู่เครือข่ายการค้าเอเชีย–แปซิฟิกอย่างแท้จริง

นางสาวโชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์

นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กล่าวว่า ก้าวต่อไปของความสัมพันธ์ชิลี-ไทย ไม่เพียงแต่จะขยายการค้าในแง่สินค้าเท่านั้น แต่ยังก้าวไปสู่อุตสาหกรรมวัฒนธรรม และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ “ถึงเวลาแล้วที่จะเปิดพื้นที่ใหม่ของการเจริญเติบโตของการค้าแบบดิจิทัล คอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ตั้งแต่อาหาร แฟชั่น ไปจนถึงธุรกิจบันเทิง ดนตรี และมวยไทย ทั้งสองประเทศสามารถใช้พลัง Soft Power ในการส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น”

ในมุมมองภาคเอกชน นายเลสเตอร์ คู ผู้อำนวยการสำนักงานกิจการระหว่างประเทศ บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร กล่าวว่า เครือข่ายการค้าของชิลีที่มี FTA 34 ฉบับ เมื่อเทียบกับไทยที่มี 17 ฉบับ ถือเป็นรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการขยายการค้าทวิภาคี “ความตกลงการค้าเสรีไทย–ชิลี ส่งผลให้การค้าและบริการระหว่างสองประเทศสมดุลยิ่งขึ้นและเกิดประโยชน์กับทั้งสองประเทศ” นอกจากนี้ เขาเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของผู้ประกอบการ SMEs และความจำเป็นในการลดอุปสรรคการค้าที่ไม่ใช่ภาษี เพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถยกระดับห่วงโซ่คุณค่าได้

นายพรวิช ศิลาอ่อน รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)

การสัมมนาปิดท้ายด้วยประเด็นสำคัญที่เห็นพ้องร่วมกันว่า ตลอด 10 ปีแรก FTA ไทย–ชิลีได้ก่อเกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม ตั้งแต่เรื่องของการปลอดภาษีนำเข้า ที่นำมาซึ่งการขยายตัวของการ ส่งออก รวมทั้งการเติบโตของธุรกิจบริการ ขณะที่ทศวรรษใหม่จากนี้ต่อไปจะเปิดไปสู่ความร่วมมือในมิติที่ลึกและหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการค้าแบบดิจิทัล อุตสาหกรรมวัฒนธรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีเป้าหมายร่วมกันคือการยกระดับความสัมพันธ์ไทย–ชิลี จากหุ้นส่วนทวิภาคีสู่การเป็นสะพานเชื่อมภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิกกับลาตินอเมริกาอย่างแท้จริง